ผู้เขียน หัวข้อ: เหตุเกิดที่สงขลา ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 9 เจ้าหน้าที่ทุจริตเงินทอนวัดภาคใต้  (อ่าน 165 ครั้ง)

ออฟไลน์ ต้อม_รัตภูมิ

  • คนอกตัญญูถึงยืนที่สูงก็ไม่สง่า
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,593
  • แหลงใต้ไม่ชับหีดเดียว
    • ดูรายละเอียด
เหตุเกิดที่สงขลา ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 9 เจ้าหน้าที่ทุจริตเงินทอนวัดภาคใต้
 
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 9 คน คดีเงินทอนวันใน จ.นราธิวาส ยะลา และสงขลา

(8 ม.ค.2561) เวลา 13.30 น. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกกรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกรวม 9 คน ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือทุจริต เกี่ยวกับการอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนแก่วัดชลธาราวาส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส วัดยูปาราม อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และวัดสุริยาราม อ.เทพา จ.สงขลา วัดละ 4 ล้านบาท

การไต่สวนข้อเท็จจริงพยานหลักฐานฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ 2558 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 เป็นเงินอุดหนุน 4,501,448,900 บาท โดยงบประมาณอุดหนุนส่วนหนึ่งจำนวน 459,842,000 บาท ใช้ในโครงการ หรือกิจกรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองพุทธศาสนาศึกษา ทั้งนี้ ในการจัดสรรเงินอุดหนุนได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 มีผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พนม ศรศิลป์) เป็นที่ปรึกษารองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (น.ส.ประนอม คงพิกุล) เป็นประธานกรรมการ

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2558 นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ได้ประสานติดต่อกับวัดชลธาราวาส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส วัดยูปาราม อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และวัดสุริยาราม อ.เทพา จ.สงขลา ว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้ แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้องคืนเงินส่วนหนึ่งแก่ตน และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน มีการประชุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2558 ได้พิจารณาจัดสรรงบอุดหนุนให้วัด ซึ่งไม่ได้ขอรับเงินอุดหนุน จำนวน 3 วัดดังกล่าวที่นายเสถียร ได้ประสานติดต่อไว้ หลังจากนั้นได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนธุรการเพื่อขออนุมัติจัดสรรและโอนจ่ายเงินอุดหนุนแก่วัดทั้ง 3 วัด ซึ่งต่อมานายพนม ศรศิลป์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้อนุมัติให้โอนจ่ายเงินแก่วัดทั้ง 3 วัด วัดละ 4,000,000 บาท

หลังจากได้โอนเงินอุดหนุนแก่วัดทั้ง 3 วัดแล้ว นายเสถียรได้แจ้งกับวัดทั้ง 3 วัด ว่า มีเงินโอนเข้าบัญชีแล้ว จำนวน 4,000,000 บาท ให้คืนเงินจำนวน 3,200,000 บาท โดยในวันที่ 21 ส.ค.2558 นายเสถียรได้ไปพบกับพระครูบริหารสังฆานุวัตร บริเวณห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาสงขลา เพื่อรับเงินในส่วนของวัดชลธาราวาส จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายเสถียร พร้อมของกลางเป็นธนบัตรฉบับ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,200,000 บาท

หลังจากนายเสถียรถูกจับกุม ในช่วงค่ำวันเดียวกัน น.ส.ประนอม โทรศัพท์แจ้งนายสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ ขณะดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ให้จัดทำเอกสารโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดทำโครงการในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 กิจกรรม เพื่อแสดงว่าจะนำเงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่ได้โอนให้กับวัดชลธาวาส ไปใช้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อทำเอกสารเสร็จแล้วจึงได้แฟกซ์เอกสารให้สำนักงงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา เพื่อใช้ประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงที่นายเสถียรถูกจับกุมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยวรรคท้ายในบันทึกข้อความปรากฏข้อความว่า จะมีการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จ.สงขลา ในวันที่ 28 ส.ค.2558 เพื่อรับมอบเงินจำนวน 3,200,000 บาท (ที่นายเสถียรรับจากพระครูบริหารสังฆานุวัตร) นำไปดำเนินการตามโครงการดังกล่าว

หลังจากนั้น น.ส.ประนอม ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมแนบแผนการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานคณะสงฆ์ภาคส่วนต่างๆ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ เพื่อร่วมดำเนินการตามแผนโครงการ ดังนั้นจึงแบ่งเงินจำนวน 3,200,000 บาท จากวัดชลธาราวาส เพื่อนำไปใช้ในแผนการขับเคลื่อนโครงการ ระยะที่ 1 โดยต้องให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนใต้ไปรับเงินที่นายเสถียรรับคืนจากพระครูบริหารสังฆานุวัตร จำนวน 3,200,000 บาท ในวันที่ 28 ส.ค.2558 ที่วัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา เพื่อนำไปใช้ในโครงการหรือกิจกรรมในจังหวัดของตน สำหรับในส่วนของเงิน จำนวน 3,200,000 บาท ที่จัดสรรให้กับวัดยูปาราม จะนำไปใช้ตามแผนการขับเคลื่อนโครงการระยะที่ 2 ใน จ.สงขลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส จังหวัดละ 800,000 บาท และเงินจำนวน 3,200,000 บาท ที่จัดสรรให้กับวัดสุริยาราม จะนำไปใช้ตามแผนการขับเคลื่อนโครงการระยะที่ 3 ใน จ.ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส จังหวัดละ 800,000 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนฯ พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่วัดชลธาราวาส วัดยูปาราม และวัดสุริยาราม โดยไม่มีเอกสารประกอบการพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบ เอกสารโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นการจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จ ภายหลังที่นายเสถียรถูกจับกุม และการที่ น.ส.ประนอม ทำหนังสือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงวันที่ 27 ส.ค.2558 และลงวันที่ 31 ส.ค.2558 เป็นการดำเนินการเพื่อรองรับการกระทำของนายเสถียรที่เรียกรับเงินจากวัดชลธาราวาส วัดยูปาราม และวัดสุริยาราม โดยทุจริต และเห็นว่าการจัดสรรงบเงินอุดหนุนให้ทั้งสามวัดดังกล่าว จึงมิใช่เพื่อนำไปแบ่งดำเนินการในโครงการ หรือกิจกรรมอื่นตามแผนการขับเคลื่อนในโครงการทั้ง 3 ระยะ

รวมทั้งการที่นายเสถียรเรียกเงินจากวัดชลธารา วัดยูปาราม และวัดสุริยาราม วัดละ 3,200,000 บาท โดยได้รับเงินในส่วนของวัดชลธาราวาส จากพระครูบริหารสังฆนุวัตรในวันที่ 21 ส.ค.2558 จึงไม่ได้มีเจตนาเพื่อนำไปใช้ในโครงการ หรือกิจกรรมอื่น หรือเป็นการกระทำในการปฏิบัติราชการของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

สำหรับการติดตามเงินคืนนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามเรียกเงินอุดหนุน จำนวน 12,000,000 บาท คืนจากวัดทั้งสามดังกล่าว และนำส่งกระทรวงการคลังแล้ว

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติว่า

1.น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีมูลความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และตามประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญาตรา 84 และมาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

2.นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีมูลความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157

3.นายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองทุนพุทธศาสนศึกษา นายสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนและมีส่วนในการจัดทำเอกสารเท็จเกี่ยวกับการขออนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนแก่วัดทั้งสาม มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

4.นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร นักวิชาการศาสนาชำนาญการ นายดำรงศักดิ์ เกตุแก้ว นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และจักรเวทย์ เดชบุญ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุน มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ให้ส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยและส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

ที่มา ไทยพีบีเอส https://news.thaipbs.or.th/content/269179
ติดตามข่าวผ่านโซเชียลได้ที่ www.facebook.com/songkhlamedia
------------------
สนับสนุนการขับเคลื่อนโดย
นมพัทลุงหาดใหญ่ โทร 084-4074167
สั่งสินค้าออนไลน์ www.facebook.com/nomptlhatyai

ออฟไลน์ shomcay

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
เป็นเงินทอนที่มีจำนวนเงินมากเลยทีเดียว

ออฟไลน์ Karaokehaha

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
สมัยนี้เงินไม่เข้าใครออกใคร