แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - ต้อม_รัตภูมิ

หน้า: [1] 2 3 ... 81
1
ดนตรีในสวนสัญจร สมิหลาพาฝัน กรมประชาสัมพันธ์พาสุข

กรมประชาสัมพันธ์ เปิดงาน "ดนตรีในสวนสัญจร ตอน สมิหลาพาฝัน กรมประชาสัมพันธ์พาสุข"คืนความสุขให้ชาวสงขลาพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง

ที่บริเวณศาลาไทย แหลมสมิหลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานเปิดงานดนตรีในสวนสัญจร ตอน สมิหลาพาฝัน กรมประชาสัมพันธ์พาสุข" โดยมีนายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นางนฤมล พัฒนรัฐ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ดร.สมศักดิ์ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา กงสุลใหญ่อินโดนีเซียและมาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา ผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ หัวหน้าส่วนราชการข้าราชการและประชาชนชาวสงขลาเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 6 จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและเทศบาลนครสงขลา เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างค่านิยมและปลูกฝังคุณค่ามรดกทางภูมิปัญญาของชาติ ทางด้านวรรณศิลป์, ดุริยางค์ศิลป์และคีตศิลป์ ผ่านบทเพลงอันทรงคุณค่าของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนและเยาวชนรุ่นหลังได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การแสดงดนตรีในสวนสัญจร "สมิหลาพาฝัน กรมประชาสัมพันธ์พาสุข" ในครั้งนี้ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อให้ดนตรีและบทเพลงเป็นสื่อในการสร้างความสุข ความปรองดองสมานฉันท์ให้แก่ประชาชนในชาติ ตามยุทธศาสตร์เดินหน้าประเทศไทย ที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนชาวจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงได้มาหลอมรวมกันทำกิจกรรมอันจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความรัก ความสามัคคี ก่อให้เกิดความสุขทั้งยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลา เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นเมือง ที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง จึงมีแหล่งโบราณสถาน และโบราณวัตถุมากมาย อีกทั้งยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา และการละเล่นพื้นเมืองต่าง ๆ ที่น่าสนใจและน่าศึกษา ซึ่งการที่กรมประชาสัมพันธ์ได้นำกิจกรรมดนตรีในสวนสัญจรมาที่จังหวัดสงขลานับว่าเป็นโอกาสที่ดี ถือได้ว่าเป็นการคืนความสุข ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้กับประชาชนในจังหวัดสงขลาและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน อีกทั้งทำให้ประชาชนในจังหวัดสงขลามีความสุขและภูมิใจในการเป็นคนสงขลา

สำหรับกิจกรรมในค่ำคื่นนี้ผู้เข้าร่วมงานได้อิ่มเอมและมีความสุขจากบทเพลงของวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงศิลปินขวัญใจชาวใต้ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มามอบความสุขผ่านบทเพลงให้กับประชาชนในจังหวัดสงขลาและทำให้ผู้มาเยือนจังหวัดสงขลาประทับใจกับความสวยงามของจังหวัดสงขลาไม่ว่าจะแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ชอปปิ้ง อาหารที่อร่อย และมิตรภาพของชาวจังหวัดสงขลาที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน

 

ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด /ข่าว ประชา โชคผ่อง/ภาพ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา   

2
ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ในหลวงร.10 รับพี่เด็กชายวัย12 ที่ป่วยเป็นมะเร็งเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ปาฏิหาริย์มีจริงเด็กชายวัย 12 ปี วาดภาพพี่ชายนอนป่วยด้วยโรคมะเร็งและปอดติดเชื้อ พร้อมกับเขียนข้อความถึงพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงช่วยเหลือ ก่อนเรื่องราวดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง และรัชกาลที่ 10 ที่รับเข้าเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างความปลื้มปิติในพระเมตตา และจุดประกายความหวังขึ้นอึกครั้ง

วันที่ 15 ก.ค. 61 จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ค “Ibroheem Aonboot” ได้มีการแชร์ภาพของเด็กชายคนหนึ่งนั่งวาดภาพพี่ชายของตนเองที่กำลังป่วยโรคมะเร็งและปอดติดเชื้อ และวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์เต็มพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 อยู่เบื้องหน้า

พร้อมกับบรรจงเขียนถ้อยคำด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่า “ถึง พระเจ้าอยู่หัว ผมชื่อ ด.ช.อีฟฟราน อายุ 12 ปี ผมอยากให้พระเจ้าอยู่หัว ช่วยรักษาพี่ชายของผม พี่ชายของผมชื่อ เรฟาดี้ อ้นบุตร อายุ 13 ปี พี่ผมเป็นมะเร็งและปอดติดเชื้อ ผมอยากให้พี่ผมหายแล้วกลับมาเล่นกับผมมีพี่ชายคนเดียว พระเจ้าอยู่หัวช่วยผมด้วยนะครับ. ขอบคุณครับ” ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้กลายเป็นที่สนใจ และมีการแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง พร้อมกับการคอมเม้นท์ให้กำลังใจกับครอบครัว รวมทั้งขอให้ปาฏิหาริย์เป็นจริงนั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ นายอิบรอฮีม อ้นบุตร อายุ 35 ปี ชาว ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว และเป็นน้าชายของเด็ก เล่าให้ฟังว่า หลายชายของตน คือ ด.ช.เรฟาดี้ หรือ น้องฟาดี้ อ้นบุตร อายุ 13 ปี ได้ป่วยมะเร็งและปอดติดเชื้อ โดยปกติน้องฟาดี้ จะเป็นเด็กขยัน และเรียบร้อย แต่ค่อนข้างกลัวหมอ และเป็นคนเก็บอาการเก่ง แต่เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา น้องฟาดี้ บอกว่าปวดท้อง จึงได้พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้นยังสามารถเดินได้เองตามปกติ

และเมื่อหมอได้ทำการตรวจ และเอ็กซเรย์เบื้องต้นพบลักษณะคล้ายกับมีน้ำในปอด จึงจำเป็นที่ที่จะต้องทำการตรวจเช็คอย่างละเอียดด้วยอุโมงค์สแกน โดยหมอให้นอนหงาย แต่ปรากฏว่า น้องฟาดี้ นอนหงายไม่ได้ เนื่องจากเจ็บ และนอนตะแคงได้แค่ออย่างเดียว ผิดจากปกติที่เป็นคนนอนหงาย ทางหมอจึงได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ และพยายามประคองตัวให้สามรถนอนหงายเข้าเครื่องสแกนได้ ซึ่งผลตรวจที่ออกมาทุกคนก็ต้องตกตะลึง เนื่องจากพบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 1 ฟุต ตั้งแต่ช่วงอกถึงท้อง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่กดทับอวัยวะสำคัญของร่างกายหลายอย่าง

โดยทางหมอได้ทำการผ่าตัดในครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเนื้อร้ายเชื่อมโยงอยู่กับอวัยวะสำคัญโดยเฉพาะปอดและหัวใจ และทำให้คนไข้เสียเลือดมาก จึงได้ยุติการผ่าตัด และประสานงานร่วมกัน ก่อนส่งตัวมาเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งขณะนี้น้องฟาดี้ ยังคงอยู่ในห้องไอซียู โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล คอนดูแลอย่างใกล้ชิด

นายอิบรอฮีม บอกด้วยว่า นอกจากนี้น้องอีฟฟราน ซึ่งเป็นน้องชายของน้องฟาดี้ มีความคิดที่อยากจะวาดภาพ และเขียนเรื่องราวส่งไปยังพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อขอให้พระองค์ท่านทรงเมตตา และช่วยเหลือพี่ชายตนตัวเองให้หายเป็นปกติ ตนจึงเอาภาพของพระเจ้าอยู่หัวในโทรศัพท์มาให้ดู และน้องอีฟฟราน ซึ่งปกติก็เป็นคนชอบวาดภาพอยู่แล้ว ก็ได้เริ่มลงมือวาดจนเสร็จเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน และตนได้นำเรื่องราวมาแชร์ผ่านทางเฟซบุ๊ค เพื่อที่จะหวังให้ปาฏิหาริย์มีจริง ซึ่งก็มีคนเข้ามาร่วมให้กำลังใจ และแชร์เรื่องราวกันออกไปเป็นจำนวนมาก

และในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ตนก็ได้นำภาพวาดดังกล่าวใส่ซองจดหมายจ่าหน้าซองถึงสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง และนำไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์หาดใหญ่ เพื่อส่งต่อความปรารถนาเพียงครั้งเดียวของชีวิตไปถึงพระองค์ท่าน แต่ปรากฏว่า เมื่อตนเดินทางกลับมาจากส่งไปรษณีย์มายังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ พบว่า ทุกคนทั้งพ่อแม่เด็ก น้องอีฟฟราน และญาติๆ ต่างอยู่ในการการหลั่งน้ำตา ก่อนที่จะทราบว่า ทางหมอกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับทางสำนักพระราชวัง และทีมแพทย์ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนั้นทราบถึงพระองค์ท่านแล้ว และได้รับเคสของน้องฟาดี้ เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอยู่ในระหว่างการส่งต่อข้อมูลของผู้ป่วย ซึ่งทุกคนต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และเชื่อแล้วว่า ปาฏิหาริย์มีอยู่จริง

ด้าน น้องอีฟฟราน บอกด้วยว่า ในตอนนั้นคิดว่า มีแต่พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่จะช่วยได้ จึงได้ลงมือวาดภาพและเขียนข้อความถึงพระองค์ท่านให้ทรงมีพระเมตตา และเข้ามาช่วยเหลือพี่ชายของตนด้วย ซึ่งเมื่อเรื่องดังกล่าวพระองค์ทราบก็รับพี่ชายเข้าเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งตนรู้สึกตื้นตันใจ และขอขอบคุณในความเมตตากรุณาของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้ตนและครอบครัวรู้สึกมีความสุข และมีความหวังว่า พี่ชายของตนนั้นจะต้องรอด และหายกลับมาเป็นปกติ

3
จับกุุมผัวเมียคายาไอซ์ที่แฟลตแเคหะคลองแห ฝ่ายชายไหวตัวทันกระโดดหนีทิ้งเมียรับเคราะหฺ์คนเดียว

(14 ก. ค. 61) เวลาประมาณ 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สภ. หาดใหญ่ หรือ ชุดตะวัน นำโดย ร. ต. อ. ธนศักดิ์ บริรักษ์นรากุล หัวหน้าชุดตะวัน ได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุม น. ส. นารีรัตน์ หรือ นาเดียร์ ฤทธิ์บูรณ์ อายุ 29 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน ม. 2 ต. ท่าช้าง อ. บางกล่ำ จ. สงขลา พร้อมด้วยของกลาง
1. ยาไอซ์ จำนวน 3 ถุง น้ำหนักรวมถุงบรรจุ น้ำหนัก 4.13 กรัม
2. ยาบ้า 1 ถุง จำนวน 4 เม็ด
3. เครื่องชั่งดิจิตอล 1 เครื่อง
4. อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ 1 ชุด

พฤติการณ์ในการจับกุม สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบมาว่า นายหลี และ นางนาเดียร์ 2 สามีภรรยาซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านเอื้ออาทร หรือแฟลตการเคหะคลองแห อ. หาดใหญ่ สงขลามีพฤติการณ์ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดมานานแล้ว โดยติดต่อรับยาไอซ์มาครั้งละ 100 กรัม แล้วนำมาจำหน่ายที่ห้องพักแฟลตการเคหะคลองแห ฯ และวันนี้ทราบว่านายหลี และนางนาเดียร์ ได้นำยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนไว้ในห้องพัก ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตุการณ์

จนกระทั่งเห็นนายหลี เดินลงมาจากห้องพัก เมื่อเห็นตำรวจ ได้มีอาการพิรุธ ลุกลี้ลุกลน รีบเดินกลับขึ้นไปชั้น 2 ตำรวจจึงได้เดินตามขึ้นไป และเห็นนายหลี กำลังจะเปิดประตูห้อง ทันใดนั้นได้ยินเสียงนายหลี ตะโกนบอกแฟนสาวในห้องพักว่า “น้องปิดประตูก่อน ตำรวจมา“ แล้วตัวเองรีบวิ่งออกไปที่ระเบียงข้างห้องพัก แล้วกระโดดหนีจากชั้น 2 ลงมาที่ชั้น 1 แล้ววิ่งหลบหนีไปได้

จากนั้นตำรวจได้เข้าควบคุมตัว นางนาเดียร์ ตรวจค้นพบกระเป๋าสีดำ วางอยู่ในห้อง ภายในมียาไอซ์ 3 ถุง และยาบ้า 4 เม็ด และในกระเป๋ากางเกงนางนาเดียร์ มีเครื่องชั่งดิจิตอล ซุกซ่อนอยู่ และพบอุปกรณ์การเสพยาไอซ์ วางอยู่ในห้องพัก 1 ชุด จากการสอบถามรับว่า ยาไอซ์และยาบ้า นายหลี สามีเป็นคนติดต่อรับมาจำหน่าย และตนเองก็เสพยาไอซ์มานานแล้ว และเคยถูกจับกุมคดียาเสพติด ติกคุก 5 ปี แล้วเพิ่งออกจากคุกประมาณ 7 เดือน

ตำรวจจึงได้แจ้งข้อหาว่า 1. ร่วมกันกับนายอาริศ ที่หลบหนีมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาไอซ์) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2. ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบโดยผิดกฎหมาย 3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (แอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย นำตัวส่ง พงส. สภ. หาดใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา ชุดตะวัน สภ.หาดใหญ่

4
โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา
โรงเรียนน้ำพระทัยพระราชทานแห่งรัชกาลที่ ๑๐

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสืบสานพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมการศึกษาแก่พสกนิกรชาวไทย

จังหวัดสงขลา เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีโรงเรียนพระราชทานในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยศ ขณะนั้น) ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อก่อให้เกิดโรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๒ โดยโรงเรียนมีประวัติความเป็นมา ดังนี้

ประวัติความเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา

พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายโกวิท วรพิพัฒน์ อธิบดีกรมสามัญศึกษา และคณะเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท เพื่อรับพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ พระองค์ทรงได้ตั้งพระปณิธานไว้ว่า จะทรงนำพระราชทรัพย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรเป็นส่วนรวม และยังนำความเจริญ ให้แก่ประเทศชาติ

ในการนี้ พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และเพื่อเป็นการพัฒนาการศึกษาของเยาวชนผู้ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต จึงทรงมีพระราชดำริที่จะนำพระราชทรัพย์ที่รวบรวมขึ้นไว้นี้ ไปสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ประกอบกับกรมสามัญศึกษา มีโครงการที่จะขยายโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ยากจน ประชาชนมีรายได้ต่ำ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ให้แก่กรมสามัญศึกษา เพื่อทรงร่วมในการจัดสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน ๖ โรงเรียน และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระราชโอรส พระราชธิดา ทุกพระองค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามให้แก่โรงเรียนดังกล่าวตามพระนามของพระราชโอรส พระราชธิดา สำหรับในเขตท้องที่ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาได้พระราชทานนามโรงเรียนว่า “ โรงเรียนมัธยม จักรีวัชร ” ตามพระนามของ หม่อมเจ้าจักรีวัชร มหิดล

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศให้เปิดโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตท้องที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยใช้ชื่อโรงเรียนตามชื่อที่ได้รับพระราชทาน คือโรงเรียนมัธยม จักรีวัชร โดยให้เปิดสอน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นระดับชั้นละ 1 ห้องเรียนจัดเป็นแบบสหศึกษา โดยพลเอกมานะ รัตนโกเศศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนาม

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงเรียนมัธยม จักรีวัชรท่ามกลางพสกนิกรทีเฝ้ารอรับเสด็จ ฯ อย่างเนืองแน่นและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๓ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จ ฯ เพื่อทรงเยี่ยมโรงเรียนเป็นการส่วนพระองค์ ท่ามกลางพสกนิกรที่เฝ้ารอรับเสด็จ ฯ อย่างเนืองแน่น

วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จ ฯ เพื่อทรงเยี่ยมโรงเรียนเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทอดพระเนตรกิจการของนักเรียนในด้านการเกษตร โครงการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน พระราชทานพระราโชวาทแก่คณะครู-อาจารย์นักเรียนและพสกนิกร พระราชทานหนังสือแบบเรียน และทรงปลูกต้นไม้ คือ ต้นกันเกรา ( ต้นตำเสา ) ให้เป็นต้นไม้ประจำสถานศึกษา

วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เพื่อทรงเปิดโรงเรียนมัธยม จักรีวัชร พระราชทานโล่แก่ผู้มีอุปการะคุณต่อโรงเรียน พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียน ทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา และทรงทอดพระเนตรกิจกรรมของโรงเรียน

วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯเพื่อทรงเยี่ยมโรงเรียนพระราชทานสิ่งของแก่เด็กนักเรียนทุกคน พระราชทาน ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน จำนวน ๕๔ คน พระราชทานเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน๖ เครื่อง พระราชทานพระราโชวาท แก่คณะครู-อาจารย์ นักเรียน และพสกนิกรทอดพระเนตรและทรงร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียน ทอดพระเนตรผลผลิตของนักเรียนในวิชาการงานอาชีพและโครงการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน

วันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับพระราชบัณฑูรการเปลี่ยนพระนามโรงเรียนมัธยมในพระราชูปถัมภ์ เพื่อความถูกต้องและเหมาะสม ตามหนังสือของกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ พว ๐๐๐๕/๑๑๘๓ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๐ โดยเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนมัธยมจักรีวัชร เป็นชื่อโรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี

กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้นำความกราบบังคมทูล พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อขอพระราชานุญาต เติมชื่อจังหวัดไว้ท้ายชื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาในพระราชูปถัมภ์ทั้ง ๖ โรงเรียน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการประสานงาน และการติดต่อในด้านต่าง ๆ กองกิจการในพระองค์ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทาน พระราชานุญาต ตามที่ขอรับพระมหากรุณาธิคุณ ตามหนังสือที่ พว ๐๐๐๕/๑๗๗๒ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ประกาศเปลี่ยนพระนามโรงเรียนทั้ง ๖ โรง ในพระราชูปถัมภ์ ตามพระราชานุญาต โดยมีประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเปลี่ยนชื่อโรงเรียน ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ลงนามโดย นายชิงชัย มงคลธรรม รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนมัธยม จักรีวัชร (ในพระราชูปถัมภ์ ) จึงรับประกาศให้เปลี่ยนพระนามโรงเรียนตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเปลี่ยนพระนามเป็น โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา

ปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา เป็นสถานศึกษาสำคัญของจังหวัดสงขลา เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ โดยรองรับผู้เรียนทั้งในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ อำเภอข้างเคียง รวมถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุงด้วย และเป็นโรงเรียนแห่งความภาคภูมิใจของชาวรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

5
กฟผ.ประสานงานทุกภาคส่วน เตรียมรับมือ
JDA–A18 หยุดจ่ายก๊าซฯ 28 ก.ค.–1 ส.ค.นี้

กฟผ. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เตรียมมาตรการรองรับกรณีแหล่งพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ 28 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2561 ขอความร่วมมือคนไทยใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด เพื่อรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

นายจรรยง วงศ์จันทร์พงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้รับการประสานจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA – A18) ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2561 รวม 5 วัน เพื่อบำรุงรักษาประจำปี ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 และ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ กฟผ. จึงจัดประชุมเตรียมมาตรการรับมือร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 201 สำนักงานกลาง กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

นายจรรยง วงศ์จันทร์พงษ์ กล่าวต่อไปว่า การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณก๊าซฯหายไปจากระบบ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 และ 2 กำลังผลิตรวม 1,345 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักของภาคใต้ไม่สามารถเดินเครื่องได้ กฟผ. จึงต้องปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล โดยในช่วงเวลาที่หยุดจ่ายก๊าซฯ คาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 6.1 ล้านลิตร และน้ำมันเตา 6 ล้านลิตร นอกจากนี้ กฟผ. จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าล่วงหน้าเพื่อให้มีความพร้อมใช้งาน รวมถึง งดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า และหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะประสานซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียผ่านระบบส่งกระแสตรงแรงดันสูง (High Voltage Direct Current Transmission System : HVDC) และระบบส่งกระแสสลับแรงดันสูง (High Voltage Alternating Current Transmission System : HVAC) รวมทั้งเตรียมโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซสุราษฎร์ธานี (Emergency Standby) ให้พร้อมเดินเครื่องเอาไว้ด้วย

 “กฟผ. ได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที โดยคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติไว้ที่ 2,550 เมกะวัตต์ มีความพร้อมด้านกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าภาคใต้ 2,936 เมกะวัตต์ รวมการส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงจากภาคกลาง (Tie Line) อีก 650 เมกะวัตต์ คาดว่าสถานการณ์ไฟฟ้าภาคใต้ในช่วง 5 วัน จะผ่านพ้นไปด้วยดี ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ พร้อมกับต้องขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ www.sothailand.com ” นายจรรยง วงศ์จันทร์พงษ์ กล่าวในที่สุด

พร้อมกันนี้ทางโรงไฟฟ้าจะนะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.จะนะ) ได้เตรียมความพร้อมรับมือช่วงเวลาดังกล่าว มีการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซธรรมชาติ โดยจะมัีการนำสื่อมวลชนร่วมเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าจะนะ และแถลงถึงความพร้อมรับมือกรณีดังกล่าวในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ด้วย

6
 คนร้ายประกบยิงผอ.กองช่าง ทม.สิงหนคร เสียชีวิตคาที่ขณะกำลังเดินทางกลับบ้าน

วานนี้ 11 ก.ค.61 เวลา 17.30 น. ร.ต.ท.พิชากร กองสวัสดิ์ ร้อยเวร สภ.เมืองสงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันบนถนนสายเกาะยอ-อ่างทอง พื้นที่หมู่ 2 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ห่างจาก 5 แยกเกาะยอราว 3 กิโลเมตร หลังจากลงพื้นที่ไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.เอกณรงค์ สวัสดิกานนท์ ผกก. พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9

พบรถเก๋งฮอนด้าซิตี้สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน กษ 9712 สงขลา จอดตะแคงอยู่ริมถนน ภายในรถมีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย อยู่ที่เบาะนั่งคนขับ ทราบชื่อ นายกมล สีนวน  มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองช่างเทศบาลเมืองสิงหนคร จ.สงขลา ถูกยิงด้วยอาวุธปืนซึ่งน่าจะเป็นปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดเข้าที่บริเวณลำตัวด้านขวา 6 นัด และที่ตัวรถมีรอยกระสุน 7 รู ที่กระจกหน้า 4 รู ประตูหน้าฝั่งคนขับ 1 รูและที่ประตูหลัง 1 รู แต่จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุนแต่อย่างใด

จากการสอบสวนพยานแวดล้อม ทราบว่าขณะเกิดเหตุ นายกมล ขับรถเก๋งออกจากเทศบาลเมืองสิงหนคร เพื่อเดินทางกลับบ้านพักที่ ต.ท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา ระหว่างทางได้มีรถเก๋งสีบรอนซ์ทองไม่ทราบยี่ห้อและเบียน ขับประกบมาตั้งแต่สะพานติณสูลานนท์ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุคนร้ายได้จังหวะขับแซงและใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงจากรถ 7 นัด กระสุนถูก นายกมล จนเสียชีวิตทันที

โดยหลังเกิดเหตุทาง พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา และชุดสืบสวนของ สภ.เมืองสงขลา กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนผู้ใกล้ชิดทั้งญาติรวมทั้งเพื่อนร่วมงานที่เทศบาลเมืองสิงหนคร เพื่อหาสาเหตุของการถูกสังหาร เบื้องต้นได้ตั้งประเด็นกว้างๆ ไว้ 2 เรื่องคือเรื่องส่วนตัว รวมทั้งเรื่องงานภายในเทศบาลเมืองสิงหนคร ที่ผู้ตายเป็นผู้อำนวยการกองช่างอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการที่จังหวัดสงขลา และเพิ่งกลับมาทำงานได้ไม่นาน

รวมถึงเร่งหาเบาะแสรถเก๋งของคนร้ายที่ก่อเหตุซึ่งคาดว่าน่าจะมีอย่างน้อย 2 คน โดยจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายขับรถตามประกบก่อนที่จะลงมือสังหาร และเชื่อว่าน่าจะมีการเตรียมการและวางแผนมาเป็นอย่างดี

7
สงขลาเอฟซี ประกาศผลโหวตการประกวดโลโก้สโมสร

สโมสรสงขลาเอฟซี สรุปผู้ชนะรางวัลประกวดโลโก้ สงขลาเอฟซี คือนายบำรุง อิศรกุล ความหมายโลโก้
- กรอบ: ลักษณะของกรอบภาพคลี่คลายจากหอยสังข์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสงขลา
- นางเงือก: ลักษณะของนางเงือกถืออาวุธ คลี่คลายประกอบกับเกาะหนูและเกาะแมว และลูกฟุตบอล อันแสดงถึง สงขลาและความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ชัยชนะในการแข่งขัน โดยแสงอาทิตย์ แสดงนัยยะถึง ความสำเร็จความเจริญก้าวหน้า

โดย อ.บำรุง อิศรกุล ผู้ชนะเลิศการออกแบบโลโก้สโมสรสงขลา เอฟซี จากผลการโหวตทาง FACEBOOK สูงสุด ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท โดยประธานสโมสรสงขลา เอฟซี คุณธิติกร เทพกูล ได้เดินทางไปมอบรางวัลถึงมือด้วยตัวเอง นอกจากนี้ อ.บำรุง อิศรกุล ที่เป็นผู้ออกแบบตราสโมสรสงขลา เอฟซี ยังเป็นผู้ออกแบบตรา “ช้างศึก” ทีมชาติไทย (โลโก้เก่า) , สตูล ยูไนเต็ด และลำปาง เอฟซี โดยโลโก้สโมสรลำปาง เอฟซี ได้ติดอันดับโลโก้ดีและสวยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกอีกด้วย

ซึ่งโลโก้ดังกล่าวทางสโมสรจะนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำทีมในการแข่งฟุตบอลอาชีพต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีการประกวดออกแบบเสื้อสโมสรอีกด้วย ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/SongkhlaFc


8
สงขลาเอฟซี ภาคใหม่ที่ไม่ใช่วัวชนแดนใต้คงไม่ล้อเล่นกับความรู้สึกแฟนบอล

ความยิ่งใหญ่ของสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี คือสิ่งที่คอบอลทั่วประเทศไม่เคยลืม วัวชนแดนใต้ สงขลาเอฟซี ก้าวที่ขั้นจากลีกภูธรมาจนเกือบถึงลีกสูงสุดและครองสถิติผู้ชมบอลสูงสุดของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน จากสงขลาเอฟซี วัวชนยูไนเต็ด สงขลายูไนเต็ด ความพยายามโตทางลัดจนศรัทธาแฟนบอลหดหายและทีมล่สลายไปโดยไม่มีคำร่ำลา เชื่อว่าคอบอลสงขลาจำนวนไม่น้อยเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร

ฟุตบอลคือธุรกิจที่แทบไม่มีทางเห็นผลกำไร ธุรกิจที่ต้องลงทุนมหาศาล ค่าตัวนักบอล ทีมงาน รวมแล้วเกือบ 50 ชีวิตสำหรับทีมเล็กๆ เมื่อคนทำทีมไม่ทำต่อก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขา ไม่โกรธไม่เคืองแค่จำไว้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีทีมบอลที่ยิ่งใหญ่ก็เพียงพอแล้ว วันนี้ทีมฟุตบอลในจังหวัดสงขลามี 2 ทีมในไทยลีก4 หรือลีกภูมิภาคโซนใต้ คือหาดใหญ่เอฟซี และหาดใหญ่ซิตี้ ทั้ง 2ทีมมีจำนวนแฟนบอลแค่หลักร้อยในการแข่งขันแต่ละนัดเท่านั้น และมีทุนที่ไม่แน่นหนาเท่าไหร่ซึ่งไม่แน่ว่าจะยืนหยัดอยู่ได้นานแค่ไหน

วันนี้เห็นเพจใหม่ Songkhla FC เข้าไปเลื่อนๆ ดูทำให้พอทราบว่านี่คือเพจเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี ที่จะกลับมาในภาคใหม่ไม่เกี่ยวกับทีมเก่า มีการนำเสนอข้อมูลทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดตัวหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่างเป็นทางการแล้วคือ โค้ชเหน่ง อ.สัมพันธ์ โยธาทิพย์ ชื่อที่แฟนบอลสงขลารู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนผู้บริหารทีม นายทุนทีมในตำแหน่งต่างๆ ยังไม่มีเปิดเผยมาเลยว่ามีใครบ้าง เห็นแฟนบอลหลายคนพยายามสอบถามและตามลุ้นกันว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือเป็นใครมาจากไหนมีความรักและตั้งใจทำทีมฟุตบอลมากแค่ไหน ซึ่งทางเพจมีการตอบมาว่าเกิดจากคนรักบอลล้วนๆ ไม่มีการเมืองแน่นอน

ทีมสงขลาเอฟซีภาคใหม่ คือการเริ่มนับหนึ่งในเวทีลูกหนังเมืองไทย โดยจะสร้างทีมส่งแข่งในที5 ซึ่งแต่ละโซนจะคัดเพียง 1ทีมาเล่นในที4 หรือลีกภูมิภาคซึ่งในโซนใต้ตอนนี้มีเพียง 8ทีมเท่านั้น ขณะนี้สงขลาเอฟซีกำลังมีการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์สโมสร ออกแบบเสื้อเหย้า-เยือน และเตรียมเปิดคักเลือกนักเตะใหม่ สำหรับตราประจำทีมถูกเน้นไปที่นางเงือก ให้เป็นสัญลักษณ์ของทีม สีประจำทีมเป็นสีแดง-ดำ ฉายาสโมสรยังไม่ทราบแต่คงต้องเกี่ยวของกับนางเงือก นางเงือกเพชฌฆาต เงือกทองมรณะ นางเงือกนักสู้ นางเงือกสองทะเล อะไรก็ว่ากันไปส่วนฉายาจริงๆ รอสโมสรเขาประกาศนะครับ

รังเหย้า หน้าเพจสโมสรแจ้งว่าจะใช้สนามล่างม.อ.ซึ่งเป็นสนามมาตรฐานที่ทางมหาวิทยาลัยปรับปรุงไว้เมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย สนามมีที่นั่งฝั่งเดียวความจุประมาณ 4,000 คน นับว่าเป็นสนามที่ใกล้เมือง มีที่จอดรถเพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านี้ข่าวว่าทีมหาดใหญ่เอฟซี ก็สนใจสนามนี้แต่เพราะมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและดูแลสนามค่อนข้างเยอะเลยใช้สนามพรุค้างคาวเหมือนเดิม ในแผนการทำทีมยังบอกด้วยว่าทีมพร้อมจะทำรังเหย้าเป็นของตัวเอง เป็นสนามฟุตบอลแบบไม่มีลู่วิ่ง ถ้าทำได้จริงถือว่าเป็นมิติใหม่ของวงการฟุตบอลบ้านเราเลย

ข้อมูลเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี ภาคใหม่

สงขลา เอฟซี สโมสรที่เกิดจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีภูมิลำเนาเป็นคนสงขลา ซึ่งมีความรักและความชื่นชอบในเรื่องฟุตบอล มีความฝันที่อยากจะพัฒนาสโมสรฟุตบอลในบ้านเกิดเป็นของตัวเอง โดยเป็นสโมสรที่เน้นในเรื่องฟุตบอลจริงๆ ส่งเสริมเพื่อการพัฒนาธุรกิจด้านการกีฬาโดยตรง หวังสร้างรายได้ให้ชาวสงขลาอีกทางหนึ่ง

หลังจากที่ สโมสรฟุตบอลสงขลา ยูไนเต็ด ทีมดังของจังหวัดสงขลาได้พักการแข่งขันไป ส่งผลให้จังหวัดสงขลา ปราศจากสโมสรที่เป็นเสมือนที่ยึดเหนี่ยวของคนที่มีใจรักในด้านฟุตบอล ทางเราจึงเล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้ว ที่จังหวัดสงขลาจำเป็นจะต้องมีสโมสรฟุตบอลที่มีคุณภาพ เน้นความเป็นสโมสรฟุตบอลอย่างแท้จริง เฉกเช่นสโมสรที่ประสบความสำเร็จในระดับทวีปเอเชีย เราจึงลงความเห็นกันว่า จะจัดตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมา ภายใต้ชื่อ สงขลา เอฟซี โดยมีแนวทางในการพัฒนาบุคลากรและเยาวชนเป็นหลัก เน้นดาวรุ่งยุคใหม่ และทำงานอย่างมืออาชีพ

แผนการดำเนินงานของสโมสรในอนาคต สงขลา เอฟซี เตรียมวางรากฐานระบบอะคาเดมี เพื่อผลักดันและส่งเสริมเด็กและเยาวชนในจังหวัดสงขลาและภาคใต้ สามารถสร้างอาชีพโดยใช้กีฬาฟุตบอลเป็นฐาน อีกทั้งยังมีโครงการสร้างสนามเหย้าที่มีคุณภาพ ปราศจากลู่วิ่ง และเปี่ยมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบวงจร เพื่อสนับสนุนการสร้างนักเตะระดับอาชีพในอนาคต โดยเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับให้สโมสรฟุตบอลของจังหวัดสงขลามีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับสโมสรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย

สโมสรสงขลา เอฟซี
28 มิถุนายน 2561

ข้อมูลอื่นๆ ทางสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี เตรียมตัวลงทำศึก "Thailand Amateur League" (T5) ซึ่งจจะเปิดรับสมัครทีมหใ่มและเริ่มเตะในปลายฤดูกาลของไทยลีก และจะใช้สนามของทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่เป็นสนามเหย้าตลอดทัวร์นาเมนต์) ความจุของสนาม: 4,000 คน อัฒจรรย์ล้อมรอบ ลู่วิ่งยางสังเคราะห์ สนามหญ้าจริง ไฟสปอร์ตไลท์ 6 ทิศทาง V.I.P.Box (ติดแอร์) ที่นั่งสำหรับผู้พิการ เครื่องเสียง ห้องแต่งตัวนักกีฬา ห้องพยาบาล

"...ขอให้ทุกคนเตรียมตัว ทุกคนมีโอกาส จะไม่มีการมีเส้นสาย เป็นการตัดสินใจสำหรับทีมงานและโค้ชอย่างเดียว ฉะนั้นขอให้ทุกคนมั่นใจให้ได้ว่า ในการคัดเลือกครั้งนี้ มั่นคงและแน่นอน..." นี่คือโค้ดคำพูดของ อ.สัมพันธ์ โยธาทิพย์ (โค้ชเหน่ง)
ผู้จัดการทีมสงขลา เอฟซี ในการเชิญชวนนักฟุตบอลมาร่วมคัดตัวเข้าสู่สโมสรสงขลาเอฟซี โดยคัดผู้เล่น เกิดก่อนปี พ.ศ.2544 (17ปี ขึ้นไป) ในวันที่ 21-22 กรกฏาคม 2561 ณ สนามพรุค้างคาว ตำบลบ้านพรุ ลงทะเบียน 07.30 น. เป็นต้นไป ส่วนผู้เล่นในระดับเยาวชนจะมีการคัดเลือกในเร็วๆ นี้

ร่วมให้กำลัใจทีมฟุตบอลน้องใหม่ สงขลาเอฟซี และติดตามความเคลื่อนไหวของทีมได้ที่ www.facebook.com/SongkhlaFc

ต้อม รัตภูมิ รายงาน

9
14 ก.ค.เชิญร่วมเวที รถมินิบัสเส้นหาดใหญ่-สงขลาจะร่วมพัฒนาอย่างไร

มินิบัส รถโดสยารูปแบบใหม่ใหญ่กว่ารถตู้เล็กกว่ารถบัส เริ่มเปิดเดินในหลายเส้นทางแล้ว เส้นทาง 2เมืองหลักอย่างหาดใหญ่-สงขลา วันนี้ไม่มีรถบัสแล้วเหลือแต่รถตู้กับรถสองแถว วันนี้หลายคนเริ่มมีคำถาม มีความเห็นว่าระหว่าง 2เมืองนี้ควรมีรถโดยสารรูปแบบใหม่ได้แล้ว

รถมินิบัส น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีและเกิดได้เร็วที่สุดในเวลานี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร อยากนำเสนอแนวคิดอะไร ร่วมแสดงความเห็นกันได้ 14 ก.ค.61 เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป ณ กองสวัสดิการสังคม ทน.หาดใหญ่ ถ.สามชัย ใกล้ดับเพลิง มาร่วมแสดงความเห็นเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสงขลากันเยอะๆนะครับ


10
เป็นอีกหนึ่งเรืองของเมืองหาดใหญ่ที่มีการแชร์และแสดงความคิดเห็นกันพอสมควร สำหรับการเปิดตัวมินิบัส ที่ต้องบอกว่าเป็นสายแรกของเมืองก็ว่าได้ที่วิ่งในระยะสั้น เส้นทางหาดใหญ่-สนามบิน หรือขนส่ง-สนามบิน โดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานีขนส่งหาดใหญ่ ผ่า่นเซ็นทรัลเฟสติวัล คลองเรียน ม.อ.แยกคอหงส์ บิ๊กซี้หัวรั้ว ญ.ว. เทศบาล วงเวียนน้ำพุ หอนาฬิกา ตลาดกิมหยง แยกสะพานดำ ญ.ส. หน้าอำเภอ ขนส่งหาดใหญ่ใน ญ.ร.ส. สนามนามบินนานาชาติหาดใหญ่

โดยขณะนี้ทราบว่ารถมีการส่งมอบแล้วและเริ่มวิ่งในวันที่ 13 ก.ค.เป็นต้นไป เป็นรถมินิบัส 21ที่นั่ง มีรถวิ่งบริการตั้งแต่เช้าตรู่จนถึง 5ทุ่ม เก็บค่าโดยสาร 60บาทตลอดสาย ชาวหาดใหญ่ว่าอย่างไรกันบ้างมีทางเลือกทดแทนรถสองแถวกันแล้ว ส่วนอัตราค่าโดยสาร 60บาทตลอดสายส่วนตัวคิดว่าแพง ระยะทางแค่นี้น่าจะอยู่ที่ 40 บาทตลอดสายก็เพียงพอแล้ว

หากจำกันได้เมื่อไม่นานมานี้มีการเปิดตัวมินิบัสสายคลองแห-เขากลอย ที่วิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ ผ่านศูนย์ประชุม แต่ไม่ประสบความสำเร็จและปิดตัวหายไปในที่สุด วันนี้มินบัสหาดใหญ่-สนามบิน กับค่าโดยสาร 60บาทตลอดสาย ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการพอสมควร ยังไงก็ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จนะครับ เพราะถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปสนามบิน รถนั่งสบาย ราคาโดยสารชัดเจน อย่าลืมลองใช้บริการกันนะครับ 

ภาพโดย ไทยไมโครบัส

11
4 ส.ค.เป็นต้นไปตลาดน้ำบ้านพรุ เปิดเฉพาะวันเสาร์เหมือนเดิม

หลังจากขยายมาเปิดให้บริการทุกวันศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่คงไม่ประสบความสำเร้จมากนักเพราะยังเป็นวันทำงานของคนส่วนใหญ่ ทำตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2561 ตลาดน้ำบ้านพรุ เปิดเฉพาะวันเสาร์ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าปัจจุบันเมืองบ้านพรุ ยังขาดแม่ทัพมีเพียงปลัดรักษาการณ์ ตลาดน้ำบ้านพรุ จะพัฒนาต่อหรือทรงกับทรุดอยู่แบบนี้ก็คงต้องรอดูกันที่นโยบายนายกคนใหม่ ว่าจะเอายังไงต่อกับตลาดแห่งนี้

12
จองด่วนเพียงหัวละ 99บาท บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้สดจากสวนที่เขาพระ รัตภูมิ

ที่สุดของความคุ้มค่าต้องงานนี้เลย บุฟเฟ่ต์ทุเรียนบุฟเฟ่ต์ผลไม้ตามฤดูกาลของชุมชนบ้านเขาพระ ในราคาเพียงหัวละ 99 บาท ขอย้ำ 99 บาทจริงๆ

ผู้ที่สนใจติดต่อมาล่วงหน้า
โทร 0815410681
เริ่มตั้งแต่ เวลา 09:00 น. เป็นต้นไป
ณ สวนเกษตรธาตุ 4 หมู่ที่ 6 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

13
ไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กินก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้ว ชมย่านเมืองเก่าบ่อยาง

สงขลา เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางการท่องเที่ยว ทั้งย่านเมืองเก่า ชายทะเล เชิงเขา ล้วนเป็นเหสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าเก่าสงขลาต้องบอกว่าคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันหยุด สองน้ำพาเที่ยว พี่น้ำฟ้า น้องน้ำมนต์ ในฐานะลูกหลานสงขลา วันนี้ขอนำทุกท่านไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา 

“ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง” ตั้งอยู่ที่ถนนนางงาม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา เป็นโบราณสถานสมัยรัตนโกสินทร์ ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบเก๋งจีน สร้างสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาภายในศาล เป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้ประจำเมือง หลักเมืองนี้ทำพิธีฝังเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2385 ซึ่งวันดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นวันสงขลา เพื่อรำลึกถึงวันแห่งการปักหลักตั้งเมืองสงขลาอย่างเป็นทางการด้วย

พื้นที่่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา มีผู้คนแวะเวียมาสักการะขอพร เมื่อเดินเข้าไปข้างในรั้วจะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำพิธีสักการะบูชาต่างๆ ภายในที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมีความสวยงาม มีเทพเจ้าต่างๆ ให้สักการะกันด้วย และยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสงขลาวิทยามูลนิธิ โรงเรียนจีนเก่าแก่ที่สุดแห่งนึ้ของบ้านเราที่ยังเปิดสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน และเมือมาถึงที่นี่แล้วต้องไม่พลาดที่จะแวะชิมก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้ว ที่โด่งดังของที่นี่ด้วย

ด้านหน้าบนถนนนางงามเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องของกินอยู่แล้ว ไอติมโอ่ง คนแน่นขนัดตลอดเวลาจริงๆ และยังมีขนมโบราณที่ชื่อการอจี๋ ขนมตุ๊บตั๊บ และอีกมากมาย ถ้ามาย่านถนนนางาม นครนอก นครใน ขอแนะนำให้หาที่จอดรถแล้วเดินชมบรรยากาศย่านเมืองเก่าได้เลย เพราะที่นี่มีทั้งสตรีทอาร์ต จุดถ่ายภาพ ร้านของกินขึ้นชื่อของเมืองสงขลา ส่วนสองสาวตัวน้อยวันนี้ได้แค่ไหว้ศาลหลักเมืองและเดินใกล้ๆ เท่านั้น เพราะฟ้าทำท่ามืดฝนและเด็กๆ ก็เริ่มง่วงกันด้วย

เสน่ห์สงขลาสถานีต่อไป จะพาเที่ยวที่ไหนติดตามกันได้ที่นี่
ต้อม รัตภูมิ รายงาน
   ------------------
สนับสนุนการขับเคลื่อนโดย
นมพัทลุงหาดใหญ่ โทร 0897384515
สั่งสินค้าออนไลน์ www.facebook.com/nomptlhatyai   

14
หนุ่มใหญ่คลั่งมีปัญหาครอบครัว ปีนเสาส่งวิทยุชุมชนที่คลองแงะ ระดมช่วยกันวุ่นกว่าจะพาลงมาได้

3/07/61 เวลา 14:15 น.กู้ภัยสายชลคลองแงะ รับแจ้งจากพลเมืองดีมีผู้ปีนเสาสถานีวิทยุชุมชนหน้าสถานีรถไฟคลองแงะ ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา จึงได้ประสานหน่วยงานต่างๆ เข้าช่วยเหลือในเบื้องต้นและพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลงมา และหน่วยป้องกันในเขตพื้นที่ประสาน ปภ.เขต 12 สงขลา เพื่อขอรถกระเช้า เบาะลม มายังจุดเกิดเหตุ

และทางศูนย์ ปภ.12 มอบหมายส่วนป้องกันฯ สนับสนุนรถบันได เบาะลมกู้ภัย ช่วยเหลือและป้องกันการกระโดดลงมา และทางเจ้าหน้าที่ได้นำแม่ของผู้ก่อเหตุพร้อมด้วยตำรวจ ขึ้นไปเจรจา และเจรจานำตัวลงมาได้อย่างปลอดภัยท่ามกล่างความโล่งใจของผู้คนที่มามุงดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมากที่มารอลุ้นกันยาวนานเกือบ 3 ชั่วโมง ส่วนผู้ก่อเหตุปีนเสาในครั้งนี้ชื่อนายศักดิ์ชาย  บัวเพชร อายุ 43 ปี สาเหตุความคลุ้มคลั่งในเบื้องต้นทราบว่ามีปัญหาครอบครัว ส่วนจะเมายาเสพติดด้วยหรือไม่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ขอบคุณภาพ/ข้อมูล ศูนย์ปภ.เขต12 สงขลา

15
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ของโลก

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเป็นพระขนิษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิตสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มีพระธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานดีเด่นของโลกในสาขาสารเคมีก่อมะเร็ง และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ปัจจุบันทรงเป็นองค์ประธานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และห้องปฏิบัติการสารเคมีก่อมะเร็ง และศาสตราจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

พระกรณียกิจด้านการแพทย์และด้านวิทยาศาสตร์ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ โดยเฉพาะสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ด้วยทรงตระหนักถึงปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข และความเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ เรื่องการ ขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขโดยเฉพาะ ความต้องการการสนับสนุนเรื่องการศึกษาวิจัยทางวิชาการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุข จึงทรงก่อตั้งกองทุนจุฬาภรณ์ขึ้น และต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิจุฬาภรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย[3]

ต่อมาทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ขึ้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ทรงเป็นองค์ประธานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ ส่งเสริมความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและพัฒนาบุคลากรสาขาวิทยาศาสตร์ การแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งระดมสติปัญญาของนักวิชาการที่มีศักยภาพและวิทยาการที่ก้าวหน้า เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างครบวงจร ประกอบกับแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ขยายภารกิจด้านการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสาขาที่มีความต้องการสูงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้มีการเสนอโครงการจัดตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2548

และจากการที่ทรงรับเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติ การเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และห้องปฏิบัติการสารเคมีก่อมะเร็งด้วยพระองค์เอง ประกอบกับทรงพบว่าประชาชนชาวไทยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มในอัตราที่สูงมากขึ้น จึงทรงก่อตั้งศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม และให้เป็นศูนย์วิจัยด้านโรคมะเร็งที่มีความเป็นเลิศทางการวิจัย วิชาการ และการบำบัดรักษา พร้อมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์ชำนาญการวินิจฉัยมะเร็งที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดในภูมิภาค โดยมีงานวิจัยที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ

นอกจากนี้ ยังทรงจัดตั้งศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ(Cyclotron and PET Scan) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้บริการในการตรวจโดยสารเภสัชรังสี เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่สามารถติดตาม ตรวจวัด ประเมิน และวิเคราะห์ การทำหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ ในระดับเซลล์เมตาบอลิสม์ ที่สามารถให้รายละเอียดการวินิจฉัยโรคและระยะของโรคได้ดีกว่าการตรวจอย่างอื่น ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โรคทางสมอง และหัวใจ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีพระปณิธานแน่วแน่ในการสร้างเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย และให้ความช่วยเหลือ ฝึกอบรมแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ

นอกจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะทรงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว พระองค์ยังทรงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างสอดคล้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย งานเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การจัดการป่าไม้ การจัดการสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลรวมไปถึงงานส่งเสริมสถานภาพทางสังคมของสตรีไทยอีกด้วย

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลายโครงการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงงานหนักมาตลอดระยะเวลา 61 พรรษา เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้มีสุขภาพแข็งแรง มีวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อดูแลพสกนิกรของพระองค์ให้ได้ดีที่สุด

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

หน้า: [1] 2 3 ... 81