แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - ต้อม_รัตภูมิ

หน้า: [1] 2 3 ... 77
1
ส่องความหวังคนกรีดยางก่อนถึงวันเปิดเทอม
ชาวสวนควรทำอย่างไร ในวันที่ราคายังไม่นิ่ง

ระยะเวลาเกือบ 4 ปีของรัฐบาลคสช.มีการเปลี่ยนแปลงทั้งรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตร และล่าสุดกับการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยคนแรก และปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารยางพาราครั้งใหญ่ เพื่อหวังช่วยให้ราคายางดีขึ้น โดยผู้ว่าการยางพาราครนใหม่บอกขอเวลา 3 เดือน เดินหน้าดันราคายางสู่กิโลละ 50 บาท+

ข้อมูลจากเพจ การยาพารา 6 เม.ย.61 ระบุว่า "ปัญหาราคายางยังคงเป็นหนามที่ยอกอกรัฐบาลทุกรัฐบาลเรื่อยมาโดยเฉพาะรัฐบาลนี้ที่ดูที่ท่าแล้วราคายังไม่มีทิศทางว่าจะไปทางไหนดีราคายางพ่นพิษถึงขั้นเปลี่ยนรัฐมนตรี พักงาน ผู้ว่า กยท. และวันนี้ถึงคราวเปลี่ยนแปลงบอร์ด พรบ.กยท.2558 มาตรา 17 กำหนดให้มีคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กยท. ประกอบด้วย
(1) ประธานกรรมการ
(2) กรรมการโดยตำแหน่ง
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

กรรมการโดยตำแหน่งคือผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกยท. มีข้อดีคือการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกัน การประสานระหว่างหน่วยงาน เพื่ออำนวยงานด้านยางให้สำเร็จ แต่คราวนี้มาแปลก มีมติคณะรัฐมนตรีให้ยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (มติเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560) เรื่องแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่ให้หน่วยงานนั้นแต่งตั้งบุคคลที่อยู่ในหน่วยงานเท่านั้น เผื่อเปิดช่องให้คนนอกหน่วยงานมาเป็นตัวแทนของหน่วยงานตนได้ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เฉพาะด้าน ที่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่านี่คือตัวจริงเรื่องยาง แต่ว่ากันว่าทั้งหมดคือสายตรงรัฐมนตรี ที่เรียกได้ว่าดรีมทีมยางพารา ตั้งมาแล้วก็ต้องให้โอกาส ถ้าแก้ได้ท่านคือวีรบุรุษของชาวสวนยางแน่นอนแต่ถ้าแก้ไม่ได้ละ ท่านมีวิธีการพิจารณาตัวเองตามลำดับขั้นอย่างไรบ้างรือ....ออเจ้า......"

ล่าสุดหลังจากมีการสั่งพักงานผู้ว่าการกยท.นายธีธัช สุขสะอาด และมีการแต่งตั้งกรรมการกยท.ชุดใหม่เพิ่มเติม ก็ยังไม่รู้ว่าจะโดนใจคนกรีดยางหรือไม่ เพราะในรายชื่อมีทั้งอธิบดีกรมการข้าว ผู้อนวยการกองทุนหมู่บ้านฯ นักวิชาการทั้งจาก ม.อ.และ ม.นราธิวาสฯ รวมถึงการที่คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เห็นชอบตั้ง ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย หนึ่งในคณะกรรมการ กยท. ขยับทำหน้าที่ รักษาการ ผู้ว่าฯ กยท. เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สานต่อนโยบายช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยาง พร้อมขับเคลื่อน กยท.สู่ความเป็นหนึ่งด้านยางพารา (ข้อมูลจาก www.facebook.com/thaiquote.org)

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย เปิดเผยว่า การเข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท. ครั้งนี้ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อน กยท. พร้อมเดินหน้านโยบายด้านต่างๆ ของ กยท. นโยบายตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนรัฐบาลวางแนวทางไว้ เพื่อพัฒนาวงการยางพาราไทยทั้งระบบ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญที่พนักงานและบุคลากร กยท.ต้องคิดและทำร่วมกันคือ การแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราที่มีความผันผวน

สำหรับเรื่องนี้จะสะท้อนถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง ต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจในสาเหตุและปัจจัยของปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวแต่อาจยังไม่เป็นผลที่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าราคามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตในระบบ ซึ่งหากมีการส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารามากขึ้น พัฒนาตลาด เทคโนโลยีการผลิต และทุนสนับสนุนเข้ามารองรับก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ผลักดันราคายางให้เพิ่มสูงขึ้นได้

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า นโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งให้เกิดผลสำเร็จ คือ ราคายางที่สูงขึ้น จึงเกิดการผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น โครงการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จไปตามเป้าหมาย ซึ่ง กยท.เข้าไปช่วยเสริมด้วยการทำงานในเชิงรุก เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น นโยบายลดการกรีดยางในพื้นที่ภาครัฐ การคุมปริมาณการส่งออกยาง และการลดพื้นที่ปลูกยางในเดือน มกราคม-มีนาคม 2561 ซึ่งทั้งหมดเป็นมาตรการระยะสั้นที่ผ่านไปแล้ว ส่งผลให้ราคายางในประเทศปรับสูงขึ้นได้บางช่วงเท่านั้น ดังนั้น กยท. จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาและหามาตรการอื่นเข้ามาแก้ปัญหา

“วันนี้ผู้บริหาร พนักงานของ กยท. เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง จะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความสำเร็จและความเชื่อมั่นแก่วงการอุตสาหกรรมยางของโลก เพราะ กยท. คือผู้ที่เชี่ยวชาญและผู้รู้จริงเรื่องยางมากว่า 50 ปี” ดร.ธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

ชื่อของ ดร.ธนวรรธน์ ในมุมของนักวิชาการ นักธุรกิจ เชื่อว่าชื่อนี้ดีกรีดีแน่ๆ จากนักวิชาการ นักพยากรณ์เศรษฐกิจ มาสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายยางพารา การเรียความเชื่อมั่น ความศรัทธาจากชาวสวนกลับมาจากองค์กรที่เป็นที่พึ่งของชาวสนยางมาโดยตลอดตั้งแต่ยุค สกย.ซึ่งยาวนานกว่า 50 ปี วันนี้ กยท.มีเวลาทำงานไม่นานมากและคงไม่มีเวลาให้ลองผิดลองถูก ดร.ธนวรรธน์ นำเสนอ 3 แนวทางเพิ่มมูลค่ายางพารา คือ

1.การเพิ่มปริมาณความต้องการยางพาราในประเทศ ด้วยการประสานกับหน่วยงานราชการในการนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมทำถนน และแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น หมอนยางพารา
2.เร่งการหารือภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่าง 3 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกยาง ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
3.ลดปริมาณยางและพื้นที่ปลูกยาง โดยตั้งงบประมาณกลางปี วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อเชิญชวนให้ชาวสวนยางที่ปลูกยางอายุ 1-25 ปี เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น

พร้อมย้ำว่า "เข้าใจว่าข้อความสำคัญในการมอบหมายให้เข้ามาทำหน้าที่นี้ คือ การรักษาเสถียรภาพราคายางพาราร่วมกับ 3 ประเทศ ไม่ให้ลดลงไปกว่านี้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกอย่างสามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกัน น่าจะทำให้ราคายางพาราดีขึ้น แต่จะเป็นราคาสูงเท่าไหร่ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่เชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะมีโอกาสเห็นราคายางพาราเกินกิโลกรัมละ 50 บาท ภายในช่วง 3 เดือนจากนี้"

พร้อมกันนี้ กยท.ยังออกแคมเปญโครงการพัฒนาอาชีพ ชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความมั่นคง ซึ่งจะมีการมอบเงินอุดหนุนทุนอุดหนุนพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่ทดแทนการทำสวนยางลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ สร้างทางเลือกในอาชีพเพื่อความยั่งยืน โดยให้ปรับเปลี่ยนการทำสวนยางเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นรับทุนอุดหนุน ไร่ละ 10,000 บาท ให้สิทธิ์ เกษตรกร 1 ราย เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่ 1 ไร่แต่ไม่เกิน 10 ไร่


คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนที่ดินที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฏหมาย เป็นเกษตรกรรายย่อย มีเนื้อที่สวนยางที่ถือครองไม่เกิน 50 ไร่ สวนยางต้องมีต้นยางอายุตั้งแต่ 6 เดือน แต่ต่ำกว่า 25 ปี มีจำนวนต้นยางเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 25 ต้น/ไร่ สวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่เป็นสวนยางที่อยู่ระหว่างรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนกับ กยท. สามารถเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พ.ค.61 ยื่นขอเข้าร่วมโครงการ ณ กยท.จังหวัด /สาขาที่สวนยางตั้งอยู่  โดยมีเป้าหมายลดสวนยาง 150,000 ไร่ทั่วประเทศ

บทสรุปทิ้งท้ายได้ชัดเจนว่าราคายางพาราสำหรับชาวสวนซึ่งเป็นเกษตรกรต้นน้ำ คงจะขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 50 บาท/กิโลกรัม โดยเขาขอเวลา 3 เดือน เม.ย.,พ.ค.,มิ.ย. 50บาท+ ก็ยังดีแต่ว่าอย่าช้านะเพราะใกล้ถึงวันเปิดเทอมแล้วค่าใช้จ่ายในครัวเรือนกำลังตามมาอีกเพียบ หลังจาก 3เดือนที่ท่าขอเวลาถ้าต่อไปอีก 2 เดือนมันก็จะเข้าหน้าฝนอีกแล้ว ขอราคาดีๆ ให้ชาวสวนได้มีสะเบียงสะสมไว้กินยามฝนตกบ้างก็ดี

2
ไอ้หนุ่มผมยาวซิ่งหนีตำรวจที่สะเดาดังกระหึ่มโซเชียล จากน้ำท่อมขวดเดียวกลายเป็นผิด 5กระทง

อ่วมไอ้หนุ่มผมยาวที่ปรากฏอยู่ในคลิปขับรถมอไซด์ไล่บี้กับตำรวจ สภ.สะเดา ถูกแจ้งดำเนินคดี 5 ข้อหา หลังวางน้ำต้มใบกระท่อมเอาไวในตะกร้าหน้ารถแค่ 1 ขวด และขับสวนทางกับตำรวจสายตรวจ แต่ไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจ จนกระทั่งต้องขับไล่กวดจนมุมในตลาดสดเทศบาลเมืองสะเดา

ความคืบหน้ากรณีที่ทางตำรวจ สภ.สะเดา จ.สงขลา ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดิโอจำนวน 2 คลิป ผ่านทางหน้าเพจเฟสบุ๊คของทางโรงพักเมื่อช่วงค่ำวานนี้ เกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจขับรถจักรยานยนต์ไล่ล่าไอ้หนุ่มผมยาวต้องสงสัย และขับรถจักรยานยนต์ไล่บี้กันอย่างหวาดเสียวเหมือนกับในหนังตั้งแต่ถนนคอนกรีตในย่านชานเมือง ไปจนถึงถนนใหญ่ลาดยาง และปิดท้ายจนมุมถูกจับกุมได้ในตลาดสด

โดยก่อนจับกุมชายต้องสงสัยยังได้มีการโยนสิ่งของบางอย่างทิ้งลงข้างทาง รวมทั้งมีการขับขี่อย่างหวาดเสียว โดยเฉพาะการขับรถสวนเลนเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย โดยเรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน และโลกโซเชี่ยลเป็นอย่างมาก และมีการแชร์ต่อๆกันไปรวมกว่า 20,000 ครั้ง และมียอดคนดูเกือบ 1.5 ล้านครั้ง รวมทั้งชื่นชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำการจับกุมอย่างใจเย็น เป็นขั้นตอน และไม่ใช้ความรุนแรง นั้น

ล่าสุดวันที่ 20 เม.ย. 61 จากการสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับทางตำรวจ สภ.สะเดา พบว่า ชายคนดังกล่าที่ปรากฏอยู่ในคลิป คือ นายมูหัมหมัดอามีน ปากา หรือ ดู อายุ 31 ปี ชาว อ.สะเดา จ.สงขลา โดยช่วงก่อนเกิดเหตุนั้น ทาง ร.ต.อ.ธัญพิสิฐ เมืองจันทร์ รอง สวป.สภ.สะเดา ทำหน้าที่หัวหน้าจราจร สภ.สะเดา พร้อมกำลังรวม 6 นาย ได้ขับรถออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ

จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่มาถึงบริเวณแยกพิชัยสงคราม และได้พบกับ นายมูหัมหมัดอามีน กำลังขี่รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ สีเขียว ทะเบียน ขทน-505 สงขลา สวนทางมา และในตะกร้าหน้ารถมีน้ำต้มใบกระท่อมวางอยู่ 1 ขวด จึงเรียกให้หยุดรถ แต่ไม่ยอมหยุด จนเจ้าหน้าที่ต้องขับรถไล่กวดติดตามไปอย่างกระชั้นชิด

และได้มีการโยนขวดน้ำต้มใบกระท่อมทิ้งระหว่างทาง ก่อนที่จะเร่งเครื่องหลบหนีไปตามเส้นทางภายในหมู่บ้าน และขึ้น ถ.กาญจนวินิช ก่อนจนมุมภายในตลาดสดเทศบาลเมืองสะเดา รวมระยะทางราว 5 กิโลเมตร ที่ขับเคี่ยวกันมา โดยหวาดเสียวสุดตรงที่คนร้ายขับสวนเลน และขับรถด้วยความเร็วในย่านตลาดสดที่มีผู้คนพลุกพล่าน อีกทั้งยังได้ทิ้งรถหลบหนี และวิ่งวนอยู่ในตลาดสดอีกราว 2 รอบ จนหมดแรง และถูกตำรวจ และหัวหน้าเทศกิจ รวมทั้งชาวบ้าน ช่วยกับจับกุมตัวเอาไว้ได้

ทั้งนี้จากการสอบสวน นายมูหัมหมัดอามีน ให้การยอมรับสารภาพว่า น้ำต้มใบกระท่อมที่วางอยู่หน้ารถนั้นเป็นของตนเองจริง และจากการตรวสอบประวัติเจ้าหน้าที่ไม่พบหมายจับติดตัว หรือความผิดอื่นๆ โดยได้แจ้งดำเนินคดีอ่วมรวม 5 ข้อหา ประกอบด้วย มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มใบกระท่อม) ไว้ในครองโดยผิดกฎหมาย , ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ , ขับขี่รถประมาทหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น , ขับขี่รถไม่ไปตามทิศทางที่กำหนด และ ขัดคำสั่งของเข้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

3
ป.ป.ช.ภาค 9 แถลงโชว์ผลการดำเนินงานในการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 9 (ป.ป.ช.ภาค 9) แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือน มุ่งป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง


(17 เม.ย. 61) ที่โรงแรมคริสตัลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสนั่น ทองจีน ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 9 (ป.ป.ช.ภาค 9) และคณะ ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2561 ในรอบ 6 เดือน (1 ต.ค. 60 ถึง 31 มี.ค. 61) มุ่งป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน

นายสนั่น ทองจีน ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภาค 9 เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของสำนักงานฯ ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดสงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต มีการจัดโครงการฯ ที่ใช้งบประมาณของสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 25 โครงการ เช่น โครงการจัดงานวันต่อต้านคอรัปชั่นสากล (ประเทศไทย) โครงการผลิตสื่อการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างกระแสต่อต้านการทุจริต โครงการส่งเสริมสนับสนุนและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามการทุจริต โครงการ “STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต” โครงการประชุมคณะทำงานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริเวณพื้นที่เสี่ยงพรมแดนไทย-มาเลเซีย ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการฯ และกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของสำนักงาน ป.ป.ช. เช่น การออกหน่วยจังหวัดเคลื่อนที่ การจัดแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การออกอากาศทางวิทยุและการให้บริการความรู้แก่หน่วยงานต่าง ๆ การดำเนินการตามมาตรการระยะสั้นเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา การประสานส่งเสริมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกับหน่วยงานที่ดำเนินงาน ตามแผนการบูรณาการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งหน่วยงานที่ได้มีการลงนามความร่วมมือ เช่น การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ITA)

ขณะที่ ภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน มีการดำเนินงานตรวจสอบปกติ จำนวน 188 บัญชี การตรวจยืนยันข้อมูล จำนวน 92 บัญชี งานตรวจสอบเชิงลึก จำนวน 3 เรื่อง และ 38 บัญชี กรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จำนวน 1 บัญชี และยังมีภารกิจปราบปรามการทุจริต รวม 546 คดี แบ่งเป็นแสวงหา 425 คดี ไต่สวน 121 คดี

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 9 ยังคงเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการทุจริตในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมปลอดการทุจริต เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

4
เชฟรอนฯ ร่วมสนับสนุนชุมชนชายฝั่งอ่าวไทย
ปลูกป่าชายเลน และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่ทะเล

เชฟรอนฯ จับมือสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 44 นครศรีธรรมราช และชุมชนชายฝั่งอ่าวไทย ร่วมปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่ทะเลอ่าวไทย


นายสมไชย เก้าเอี้ยน หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 44 นครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่ธรรมชาติ ภายใต้โครงการ “ชุมชนชายฝั่ง รวมพลังอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” โดยมีคุณสุมิตดานัน จันทวี ผู้จัดการศูนย์ขนส่งทางอากาศ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช รวมทั้งสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ ชาวบ้าน ชาวประมงพื้นบ้าน นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่กว่า 100 คน เข้าร่วมพิธี

และร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน 500 ต้น และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 210,500 ตัว ประกอบด้วย กุ้ง 200,000 ตัว ปูแสม 5,000 ตัว ปลากะพง 5,000 ตัว และปูดำ 500 ตัว ณ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ “ชุมชนชายฝั่ง รวมพลังอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” เป็นหนึ่งในภารกิจหลักในการดำเนินนโยบายทางด้านสังคมของบริษัทเชฟรอนฯ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งเสริมพร้อมพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยให้ความรู้ด้านป่าชายเลนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้สร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ สนับสนุนกล้าไม้และร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์การปลูกป่าอย่างเนื่อง เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งเป็นพันธกิจที่บริษัทเชฟรอนฯ ยึดมั่นและถือปฏิบัติตลอดระยะเวลากว่า 55 ปีที่ได้ดำเนินการธุรกิจในประเทศไทย

โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในทุกพื้นที่ที่บริษัทเชฟรอนฯ เข้าไปปฏิบัติงาน

5
 ยูเนสโกรับรองอุทยานธรณีสตูล
เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่ 17 เมษายน 2561 เว็บไซต์ UNESCO ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว  Satun UNESCO Global Geopark ผ่านการประเมินเป็นอุทยานธรณีโลกอย่างเป็นทางการแล้วเป็นที่แรกของประเทศไทย ปีนี้ผ่านการประเมินเพียงแค่ 13 แห่ง เท่านั้น จากผู้สมัครทั่วโลก

ประเทศไทยได้แหล่งอุทยานธรณีโลกจาก UNESCO แหล่งแรกของประเทศ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งธรณีของจังหวัดสตูล ขอแสดงความยินดีกับชาวจังหวัดสตูล และขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวสตูล และที่สำคัญขอขอบคุณทุกหน่วยงานราชการ ทุกองค์กร ทุกชุมชน ทุกๆท่าน ที่ช่วยเหลือสนับสนุนอุทยานธรณีสตูล สู่อุทยานธรณีโลก (Satun Geopark to Satun UNESCO Global Geopark) จนสำเร็จอย่างภาคภูมิ และขอขอบคุณทุกๆท่านที่เป็นกำลังใจ และนี่คือการเริ่มต้นในเวทีโลกที่จะต้องทำต่อไปเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน 

อุทยานธรณีสตูล เป็นอุทยานธรณีโลก ที่รับรองโดยยูเนสโกเป็นแห่งแรกของประเทศไทย แห่งที่ 5 ของอาเซียน

6
มิติใหม่นัดพบแรงงานสงขลา 20-21 เม.ย.เพิ่มพื้นที่สร้างงานสำหรับผู้สูงวัย

งานวันนัดพบแรงงานสงขลา 20-21 เม.ย.ที่ศูนย์ประชุมนานานชาติฯม.อ.ผู้ประกอบการร่วมเปิดบูธรับพนักงานใหม่หลายพันอัตรา พร้อมเปิดมิติใหม่ดึงสถานประกอบการร่วมลงนามความร่วมมือรับผู้สูงวัยเข้าทำงาน เบื้องต้นมี 4 โรงแรมดังพร้อมรับนโยบาย

(20 เม.ย.61) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงานวันนัดพบแรงงานสงขลา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน 2561 โดยมีนางเยาวภา วิบูลย์ผล จัดหางานจังหวัดสงขลา กล่าวรายงาน ผศ.สุพจน์ โกวิทยา รองธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับ พร้อมมีแขกผู้มีเกียริตและผู้สนใจร่วมงานเป็นจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำในผู้สูงอายุกับ 4 สถานประกอบการ ได้แก่ โรงแรมเซ็นทาราหาดใหญ่ โรงแรมซากุระแกรนด์วิว โรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท และโรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า ซึ่งจะร่วมรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงาน เพื่อส่งเสริมการมีงานทำในผู้สูงวัยรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย

ในส่วนของตำแหน่งงานว่างที่มาเปิดรับสมัครภายในงานได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการทั้งในสงขลา กรุงเทพ รวม 68 แห่ง ตำแหน่งานว่าง 349 ตำแหน่ง 1,440 อัตรา โดรับตั้งแต่วุฒิมัยมจนถึงปริญญาตรี และมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาอำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัครงาน รวมถึงเปิดบูธสอนอาชีพอิสระ แนะแนวการสมัครงาน และส่งเสริมความรู้ด้านต่างๆ ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครงานและร่วมกิจกรรมต่างๆ ยังมีเวลา 20-21 เมษายน 2561 พบกันที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฯม.อ.หาดใหญ่

 

7
ทีเส็บ ลุยใต้ ผนึกกำลังหลักสูตรไมซ์ วจก. ม.อ. หาดใหญ่ และศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ม.อ.จัดงาน “Coach the Coaches Program for MICE Industry” ครั้งที่ 9 หวังปั้นบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่ ชู ม.อ. หาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ธุรกิจไมซ์ในภาคใต้

 (20 เม.ย. 61) ณ Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ผศ. สุพจน์ โกวิทยา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา และศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานเปิดงาน “9th Coach the Coaches Program for MICE Industry” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ,หลักสูตรการจัดการประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (หลักสูตรไมซ์) คณะวิทยาการจัดการ ม.อ. หาดใหญ่ และศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2561 โดยเป็นกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการจัดประชุมและนิทรรศการครั้งแรกของภาคใต้ ที่ขนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจไมซ์ชั้นนำของไทย ร่วมถ่ายทอดความรู้ บอกเล่าประสบการณ์  ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่ พร้อมผลักดันให้คณะวิทยาการจัดการ ม.อ. หาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจไมซ์ในภาคใต้ โดยมีผู้สนใจจากทั่วประเทศเข้าร่วมการสัมมนากว่า 150 คน

ผศ. สุพจน์ โกวิทยา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา และศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการจัดประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดงานแสดงสินค้า และนิทรรศการ หรืออุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการริเริ่มเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรการจัดการประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล มาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งถือเป็นสถาบันอุดมศึกษาอันดับต้นๆที่ได้มีการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้มีความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจไมซ์แก่นักศึกษา รวมถึงผู้ประกอบการ หน่วยงาน องค์กร ผู้จัดงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจไมซ์แก่ผู้จัดงาน รวมทั้งพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ เสริมสร้างประสบการณ์แก่นักศึกษา ให้มีความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้”
   
คุณอรชร ว่องพรรณงาม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ ทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บ เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ไทย โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไมซ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยทางทีเส็บมีกลยุทธ์ดำเนินงานหลัก ๆ 3 ประการคือ 1) WIN คือการดึงงานการประชุมและนิทรรศการเข้าประเทศ หรือสนับสนุนภาคเอกชนในการประมูลสิทธิ์ดึงงานให้เข้ามาจัดในประเทศไทย 2) PROMOTE หรือการประชาสัมพันธ์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายการจัดประชุมและนิทรรศการ และ 3) DEVELOP หรือการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ทั้งนี้ กลยุทธ์ DEVELOP เป็นภารกิจที่อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์  การดำเนินงานพัฒนาหลักสูตรไมซ์มาตรฐานสากล และการจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Coach the Coaches Program for MICE Industry จึงเป็นภารกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ DEVELOP หรือการพัฒนาของทีเส็บ” 

ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ ม.อ. หาดใหญ่ กล่าวว่า “จากการที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายด้านการศึกษาไมซ์ในภูมิภาค ภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพและยกระดับความรู้ของบุคลากรในธุรกิจไมซ์ ทั้งอาจารย์ผู้สอน บุคลากร และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ พร้อมทั้งเสริมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบุคลากรในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมไมซ์ 

หลักสูตรการจัดการประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ร่วมกันจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการจัดประชุมและนิทรรศการ Coach the Coaches  Program for MICE Industry ครั้งที่ 9 ขึ้น ในระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2561 ณ Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ม.อ. หาดใหญ่”

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกรรวี จันทร์เจริญแดง ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคการศึกษาไมซ์ในภูมิภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่ โทร 074 -289-941
 

8
มรภ.สงขลา ปลื้มความสำเร็จต่อเนื่อง
อบรมพลังงานทดแทนปี 2 ชุมชนตื่นตัวเข้าร่วม


คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา สุดปลื้ม ชุมชนตื่นตัวเข้าร่วมอบรมใช้พลังงานทดแทน ปี 2 เผยความสำเร็จใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ พลิกฟื้นพื้นที่รกร้าง แห้งแล้ง ให้กลับมาเพาะปลูกได้

ดร.กันตภณ มะหาหมัด รองคณบดีฝ่ายวิชาการและงานวิจัย คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงการอบรมใช้พลังงานทดแทนเพื่อการประหยัดพลังงานแก่ชุมชนเทศบาลตำบลเกาะแต้ว (ทต.เกาะแต้ว) อ.เมือง จ.สงขลา ปีที่ 2 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เป็นการบริการวิชาการด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแก่สังคม ตามนโยบายส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลส่งเสริม โดย มรภ.สงขลา ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายและจัดอบรมใช้พลังงานทดแทนให้แก่ประชาชนต.เกาะแต้ว ในปีงบประมาณ 2560 และประสบผลสำเร็จ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง อันเนื่องมาจากเป็นความต้องการโดยตรงจากการลงพื้นที่สำรวจความต้องการของมหาวิทยาลัย และชุมชนยังมีความต้องการให้ดำเนินการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ดร.กันตภณ กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาด้านพลังงานให้กับเกษตรกรและชุมชน คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา จึงจัดอบรมนำพลังงานทดแทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรในท้องถิ่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตก๊าซชีวภาพ การออกแบบติดตั้งระบบปั้มน้ำและการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติประกอบส่วนโครงสร้างติดตั้งตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบติดตั้งระบบระบายความร้อนตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบติดตั้งตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพ และติดตั้งระบบปั๊มน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จากวิทยากรอาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ดร.วนิดา เพ็ชร์ลมุล วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ อ.ศุภชัย แก้วจัง และนักศึกษาโปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ในฐานะผู้ช่วยวิทยากร

“โครงการอบรมใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่เกาะแต้ว ปีที่ 2 ชุมชนตื่นตัวสูงและเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ที่สำคัญ เราสามารถเปลี่ยนพื้นที่รกร้างแห้งแล้งให้กลับมาใช้เพาะปลูกได้ แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว นอกจากนั้น เรายังช่วยกันเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกด้วยการสร้างแหล่งน้ำ พร้อมทั้งเพิ่มอุปกรณ์การแปรรูปอาหาร สร้างอาชีพ วางแผนที่ชุมชน และวางแผนการทำงานร่วมกันสำหรับปีหน้า ขอบคุณชุมชนหมู่ที่ 6 ต.เกาะแต้ว ทีมทำงานที่เข้มแข็ง และนักศึกษาที่ช่วยงานอย่างเต็มที่”  รองคณบดีฝ่ายวิชาการและงานวิจัย กล่าว

9
สรุปอุบัติเหตุ 7วันช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สงขลา เสียชีวิต 4 เจ็บ 95 ราย

จังหวัดสงขลา สรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 โดยเกิดอุบัติเหตุรวม 88 ครั้ง บาดเจ็บ 95 ราย เสียชีวิต รวม 4 ราย

(18 เม.ย. 61) ที่ห้องประชุม Conference ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายเชาวลิต นิฒรรัตน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมสรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการสรุปผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2561 มีการตั้งจัดตั้งด่านชุมชน จำนวน 262 จุดในพื้นที่ 16 อำเภอ โดยจังหวัดสงขลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น รวม 88 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 95 รายและมีผู้เสียชีวิต รวม 4 ราย

ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกำหนดและตัดหน้ากระชั้นชิดตามลำดับ ส่วนยานพาหนะที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์และรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างและมีการดำเนินคดีผู้กระทำผิดรวม 10 มาตรการ อาทิ ไม่มีใบขับขี่ 2,741 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 2,242 รายและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 1,760 ราย

 

ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด/ข่าว ประชา โชคผ่อง/ภาพ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

10
ปภ.เขต12 สรุปอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ชายแดนใต้ เสียชีวิต 10 เจ็บ 222 ราย

ศูนย์ ปภ.เขต 12 สงขลา เผยข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ในเขตพื้นที่จังหวัดรับผิดชอบ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ภาพรวม 7 วัน เสียชีวิต 10 ราย เกิดอุบัติเหตุ 204 ครั้ง บาดเจ็บ 222 คน

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผอ.ศูนย์ ปภ.เขต 12 สงขลา เปิดเผยว่า ศูนย์ปฎิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ในเขตพื้นที่จังหวัดรับผิดชอบของ ศูนย์ ปภ.เขต 12 สงขลา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และจังหวัดสตูล ภาพรวมผลการปฎิบัติงานระหว่างวันที่ 11 -17 เมษายน 2561 เกิดอุบัติเหตุ 204 ครั้ง บาดเจ็บ 222 เสียชีวิต 10 ราย ประกอบด้วย
 ⁃ จังหวัดนราธิวาส เกิดอุบัติเหตุ 42 ครั้ง บาดเจ็บ 44 คน เสียชีวิต 3 ราย
 ⁃ จังหวัดปัตตานี เกิดอุบัติเหตุ  35 ครั้ง บาดเจ็บ 41 คน เสียชีวิต 1 ราย
 ⁃ จังหวัดยะลา เกิดอุบัติเหตุ 15 ครั้ง บาดเจ็บ 14 คน เสียชีวิต 1 ราย
 ⁃ จังหวัดสงขลา เกิดอุบัติเหตุ 88 ครั้ง บาดเจ็บ 95 คน เสียชีวิต 4 ราย
 ⁃ จังหวัดสตูล เกิดอุบัติเหตุ 24 ครั้ง บาดเจ็บ 28 คน เสียชีวิต 1 ราย                 

จุดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ทางตรง  ซึ่งการตั้งจุดตรวจแบบบูรณาการ 5 จังหวัด 116 จุด มีผู้ปฎิบัติหน้าประจำจุดตรวจ 5,195 คน สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ขับรถเร็วเกินกำหนด 67 ครั้ง เมาสุรา 46 ครั้ง ตัดหน้ากระชั้นชิด 32 ครั้ง แซงรถผิดกฎหมาย 5 ครั้ง และฝ่าฝืนสัญญาณจราจร 2 ครั้ง ส่วนใหญ่ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุ คือ รถมอเตอร์ไซค์ รถปิคอัพ และรถเก๋ง ตามลำดับ.....

จันจิรา บัวน้อย/ข้อมูล ศูนย์ ปภ.เขต 12 สงขลา

11
 นายเอ็งเสียง แซ่หลี ผู้บริจาคที่ดิน
ก่อสร้างโรงเรียนเอ็งเสียงสามัคคี (ท.1 หาดใหญ่)

นานมาแล้วเคยเข้าไปที่โรงเรียนเทศบาล1 (เอ็งเสียงสามัคคี) เห็นรูปปั้นผู้ชายคนหนึ่งอยู่หน้าอาคารเรียนเคยสงสัยแต่ไม่ได้ค้นหาข้อมูล ล่าสุดไปที่โรงเรียนนี้อีกครั้งเลยไม่พลาดที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับบุรุษท่านนี้

อ่านจากป้ายทราบว่าท่านมีนามว่านายเอ็งเสียง แซ่หลี หรือท่านหลี ผู้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนมาตั้งแต่ปี 2472 และโรงเรียนแห่งนี้มีการเปลี่ยนชื่อมาแล้วมามากมาย ตั้งแต่ โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตร มณฑลนครศรีธรรมราช โรงเรียนประชาบาลตำบลคอหงส์3 โรงเรียนโคกเสม็ดชุน และโรงเรียนนิพัทธิ์สงเคราะห์ และโรงเรียนเทศบาล1 ทุกครั้งที่เปลี่ยนชื่อจะต้องมีคำว่า เอ็งเสียงสามัคคี ต่อท้ายเสมอ เนื่องจากท่านไม่มีบุตรชายสืบสกุล และได้กล่าวกับคณะครูว่า “โรงเรียนเปรียบเสมือนบุตรชายที่สืบสกุล”

ประวัติโรงเรียนจาก http://www2.ess.ac.th โรงเรียนเทศบาล ๑ เอ็งเสียงสามัคคี  ถือกำเนิดจากท่านหลี นายเอ็งเสียง แซ่หลี  ได้บริจาคที่ดินจำนวน  21 ไร่ 70 ตารางวา  เพื่อจัดตั้งเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑล นครศรีธรรมราช เมื่อ พุทธศักราช   2472  ซึ่งต่อมาได้ล้มเลิกไป

ในปีพุทธศักราช  2483  อาจารย์ ประเสริฐ กาญจนดุลย์  นายอำเภอหาดใหญ่ และนายนวล บุญสนอง ศึกษาธิการ อำเภอหาดใหญ่ ได้จัดตั้ง โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประชาบาลตำบลคอหงส์3  เปิดสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม  พ.ศ  2483 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนโคกเสม็ดชุน และ โรงเรียนนิพัทธิ์สงเคราะห์ ตามลำดับ  ทุกครั้งที่เปลี่ยนชื่อจะต้องมีคำว่า เอ็งเสียงสามัคคี ต่อท้ายเสมอ  เนื่องจากท่านหลีเอ็งเสียง   แซ่หลี ไม่มีบุตรชายสืบสกุล  ท่านได้กล่าวกับคณะครูว่า “โรงเรียนเปรียบเสมือนบุตรชายที่สืบสกุล”  ดังนั้นในวันที่ 19 กันยายน ของ ทุกปี โรงเรียนได้ กำหนดให้เป็นวันกตัญญู เพื่อทำบุญอุทิศ ส่วนกุศลให้ท่านเจ้าของที่ดินซึ่งถึงแก่อนิจกรรมในวันที่  19 กันยายน  พ.ศ. 2541

เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ  2506 โรงเรียนได้โอนการดำเนินการตามมติ คณะรัฐมนตรีที่ให้โอน โรงเรียนประชาบาลในเขตเทศบาลทั่วประเทศ  ไปสังกัดสังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครหาดใหญ่  ดังนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเทศบาล 1 เอ็งเสียงสามัคคี สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา

ต่อมาปีการศึกษา 2547 โรงเรียนได้ขยายโอกาสทางการศึกษา ในช่วงชั้นที่ 3 คือ มัธยมศึกษาปีที่ 1- 3 ปีการศึกษา  2550 โรงเรียนได้ขยายโอกาสทางการศึกษา ในระดับช่วงชั้นที่ 4 คือ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และปีการศึกษา 2559 ได้เริ่มทยอยยุบการเรียนในระดับอนุบาลและประถมศึกษา โดยเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาเพียงอย่างเดียว เพื่อให้การจัดการศึกษามีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามนโยบายของผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ 

ต้อม รัตภูมิ รายงาน


12
ผู้ว่าฯ นำประชาชนร่วมกันทำบุญตักบาตร สืบสานประเพณีวันสงกรานต์

ผู้ว่าฯ จ.สงขลา นำประชาชนร่วมกันทำบุญตักบาตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ เนื่องในวันสงกรานต์ ประจำปี 2561

(13 เม.ย. 61 ) ที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อำเภอเมืองสงขลา  นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางนฤมล พัฒนรัฐ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายสมศักดิ์ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา หัวหน้าส่วนราชการนำข้าราชการและพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาร่วมกันทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลช่วงเทศกาลสงกรานต์และการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ

วันสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย เป็นวันที่ลูกหลานจะได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ และบรรพบุรุษ ดังนั้น เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ลูกหลานที่ออกไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ นอกภูมิลำเนา จะถือโอกาสเดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังธรรม นำสิ่งของไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รับประทานอาหารร่วมกัน พบปะสังสรรค์กันระหว่างเครือญาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่สร้างความรักความผูกพันให้แก่คนไทย เป็นอัตลักษณ์ที่สืบสานต่อมากันอย่างยาวนาน

โดยพิธีทำบุญตักบาตรในวันนี้ ดร.พระครูวิรัตธรรมโชติ เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา เน้นความมีสติ ให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาททั้งการคิด การทำ และการพูด ให้พุทธศาสนิกชนยึดมั่นในศีล 5 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข จากนั้นได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ประชาชนที่มาร่วมกันทำบุญตักบาตร

 

ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด/ ข่าว/ภาพ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

13
นนทบุรีนำของดีสู่ 4ภูมิภาค ยกทัพสินค้าเด่นทั่วจังหวัดมาให้เลือกช้อปกันที่หาดใหญ่ 12-17 เม.ย.นี้

พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี จัดงาน "นนทบุรีนำของดีสู่ 4ภูมิภาค" ประเดิมเวทีภาคใต้ด้วยการขนสินค้าดี สินค้าเด่นภายในจังหวัดนนทบุรีมาให้เลือกกันที่ลานโปรโมชั่น ชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ โดยขนผู้ประกอบการนำสินค้าดิ สินค้าเด่นมาขายกันในราคาต้นทุนเชิญชวนชาวหาดใหญ่และใกล้เคียงมาชม มาช้อป กันด่วน 12-17 เมษายนนี้เท่านั้น

(12 เม.ย.61) ณ ลานโปรโมชั่นชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอำพล อังคภากรณ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี และภาคส่วนต่างๆ ร่วมเปิดงาน นนทบุรีนำของดีสู่ 4ภูมิภาค ซึ่งเป็นงานที่ทางพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการนำผู้ประกอบการภายในจังหวัดทั้งผู้จำหน่ายอาหาร สมุนไพร เครื่องแต่งกาย เฟอร์นเจอร์ ที่เป็นสินค้าค้าดี สินค้าเด่นของจังหวัดมาจัดจำหน่ายยังภูมิภาคต่างๆ

ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการภายในจังหวัด ได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์จังหวัดนนทบุรีให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นด้วย ภายในงานที่หาดใหญ่มีสินค้าทั้งของกินขึ้นชื่อ เครื่องแต่งกายที่สวยงาม เครื่องปั้นดินเผา เอกลักษณ์ชาวมอญจากเกาะเกร็ด ซึ่งมีเพียงที่เดียวในประเทศไทย และสินค้าน่าสนใจอีกมากมาย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 เมษายน 2561 ณ ลานโปรโมชั่นชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ ขอเชอิญชวนชาวหาดใหญ่และใกล้เคียง นักท่องเที่ยวที่มาหาดใหญ่ มาเลือกชม เลือกช้อป สินค้าดีจากนนทบุรีกันได้ทุกวัน พลาดแล้วจะเสียดายเพราะงานนี้มีปีละครั้งเท่านั้น


14
นักค้ายาจับลูก 2คนเป็นตัวประกันขณะจนท.ปิดล้อมจับกุม ​สุดท้ายแม่มาเจรจาจนยอมมอบตัว

สะบ้าย้อย เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายยาเสพติดถูกยิงสวนและเกิดการปะทะกันขึ้นผู้ก่อเหตุจับลูก 2คนไว้เป็นตัวประกันขณะเจ้าหน้าที่ปิดล้อมเจรจาเพื่อให้ยอมมอบตัว สุดท้ายผู้ก่อเหตุขอพบแม่ซึ่งรีบเดินทางมาจากยะลา เข้ามาเจรจาจนยอมมอบตัวและเด็กทั้ง 2ปลอดภัยดี

วันที่ 12 เม.ย. 61 ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กำลังเจ้าหน้าที่3ฝ่าย ทั้งหน่วยเฉพาะกิจตชด.4311  ชุดสืบ สภ.สะบ้าย้อยและฝ่ายปกครองอ.สะบ้าย้อย  ได้เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมายค้ายาเสพติด  ในพื้นที่บ้านน้ำเชี่ยว ม.4 ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย ซึ่งเป็นบ้านไม่มีเลขที่
 
แต่ระหว่างการเข้าตรวจค้นได้ถูกผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในบ้านยิงสวนมาและเกิดการยิงปะทะกันขึ้น และทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายเดชชนะ  ขุนดำริ อายุ 40 ปีซึ่งได้จับลูกของตัวเอง 2 คนไว้เป็นตัวประกันและยังมีอาวุธปืนพกสั้น 2กระบอก  ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังปิดล้อมบ้านหลังนี้และอยู่ระหว่างการเจรจาให้มอบตัว ในขณะที่นายเดชชนะ บอกว่าต้องการพบแม่ซึ่งกำลังเดินทางมาจากจ.ยะลา และจะยอมเข้ามอบตัว
 
ต่อมา นายเดชชนะ ได้ยอมออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้วหลังจากที่แม่ซึ่งเดินทางมาจากจ.ยะลา ได้ช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อม ในขณะที่ลูกสาวทั้งสองคนอายุประมาณ6 ปีและ11 ปีปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด  โดยเหตุการณ์นี้กินเวลายืดเยื้อประมาณ3 ชั่วโมงจึงยุติลงโดยไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

และตำรวจได้ควบคุมตัว นายเดชชนะ ไปสอบสวนเพื่อดำเนินการทางคดีทั้งที่เกี่ยวกับยาเสพติดและต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่ ส่วนสาเหตุการต่อสู้ขัดขืนเบื้องต้นคาดว่ามาจากเรื่องยาเสพติด รวมทั้งมีปัญหาด้านครอบครัวที่เพิ่งแยกทางกับภรรยา จึงเกิดความเครียดและก่อเหตุดังกล่าวขึ้น

15
เดินหน้าศึกษาเฟส2 โมโนเรลรูปแบบใหม่
รองรับการเติบโตหาดใหญ่เส้นทางสนามบิน-ตลาดเกษตร

อบจ.สงขลา พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาระบบ WGI Sky Track Monorail ในเส้นทางตั้งแต่ สนามบินหาดใหญ่ ถึง สถานีรถตู้(ตลาดเกษตร) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา   ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับ บริษัท เวิลด์ กรีน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจและที่ปรึกษาการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม 

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา มีการจัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาระบบ WGI Sky Track Monorail ในเส้นทางตั้งแต่ สนามบินหาดใหญ่ ถึง สถานีรถตู้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับ บริษัท เวิลด์ กรีน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยมี นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา , รศ.เอนก ศิริพานิชกร ผู้อำนวยการ สวท.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ นายณอน  โกว์ CEO World Green International ร่วมกันลงนามในครั้งนี้

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาระบบ WGI Sky Track Monorail ในเส้นทางตั้งแต่ สนามบินหาดใหญ่ ถึง สถานีรถตู้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับ บริษัท เวิลด์ กรีน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในครั้งนี้ ก็ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ก็เพื่อยกระดับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งมวลชนของจังหวัด ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้ใช้งาน รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางด้านเศรษกิจ และการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดสงขลาที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การลงนามฯ ในครั้งนี้ ก็ได้ภาคเอกชนที่มีความสนใจในการลงทุน และนำเทคโนโลยีระบบการขนส่งมวลชนรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและยังรักษาสภาพแวดล้อม เข้ามาพัฒนาในจังหวัด เนื่องจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวทำให้เราต้องขยายสนามบินเพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก ซึ่งระบบการขนส่งมวลชนที่สะดวกและทันสมัยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

สำหรับเทคโนโลยี WGI Sky Track เป็นระบบรถไฟลอยฟ้าที่ใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการขนส่งเดิมที่มี อีกทั้งยังสามารถขจัดข้อเสียบางประการของระบบการขนส่งสมัยใหม่ที่มักมาพร้อมกับการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้พลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน WGI Sky Track เป็นรถไฟลอยฟ้าระบบแรกของโลกที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งได้รับการพัฒนาและคิดค้นร่วมกันโดยมหาวิทยาลัย Southwest Jiaotong และหน่วยงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จและเริ่มใช้งานในเมืองเฉิงตูเป็นแห่งแรก ในปี ค.ศ. 2016 ทำให้ประเทศจีนกลายเป็นเจ้าของเทคโนโลยี Sky Track นี้


หน้า: [1] 2 3 ... 77