แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - ฅนสงขลา16

หน้า: [1] 2 3 ... 86
1
ศอ.บต.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันฟื้นฟูการเดินรถไฟเส้นทางจากสุไหงโกลก จ.นราธิวาส สู่ประเทศมาเลเซียเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและพัฒนาเศรษฐกิจ
 
(18 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น.) ที่จะบังติกอ โรงแรมซีเอส ปัตตานี พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานการประชุมฟื้นฟูการเดินรถไฟเส้นทางจากสุไหงโกลก – รันเตาปันยัง – ปาเสมัส – ตุมปัต โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ดังที่ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่า “ประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย” มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนานในทุกมิติความร่วมมือการพัฒนา ประชาชนของทั้งสองประเทศล้วนไปมาหาสู่กันอย่างญาติมิตรสหาย-ครอบครัวเดียวกัน ในขณะที่บทบาทของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ก็มีความใกล้ชิดและเด่นชัดมากที่สุดในปีปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากคำแถลงผลประชุมร่วมกันระหว่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเทศไทย และ ตุน ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในโอกาสการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 25 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้มีพลวัตครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อร่วมกันสร้าง “ทศวรรษใหม่แห่งความสัมพันธ์” ให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่มีความท้าทายมากขึ้นมุ่งเน้นความสำคัญใน 3 ประเด็น คือ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้และความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงตามแนวชายแดน และ ความร่วมมือในกรอบอาเซียนทั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์การพัฒนาของไทยและมาเลเซียในฐานะ “ภาคีหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ต่อการบริหารจัดการความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับนานาประเทศ ให้มีสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง

พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวอีกว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนุภูมิภาคหลังการประชุมร่วมกันของผู้นำแผนความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ครั้งที่ 23 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ประเทศอินโดนีเซีย ต่อมาด้วยการประชุม สุดยอดผู้นำแผน IMT-GT ครั้งที่ 11 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยที่ประชุม ได้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียประเด็น การจัดลำดับความสำคัญโครงการเชื่อมโยงทางกายภาพในแต่ละแนวระเบียงเศรษฐกิจตามมิติการเชื่อมโยงที่เหมาะสมและเพิ่มแนวระเบียงเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เกิด การขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงทางกายภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามข้อเสนอโครงการที่เสนอต่อผู้นำ พร้อมทั้งคำนึงถึงผลกระทบจากการพัฒนาที่มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง และโอกาสการเชื่อมโยงกับการพัฒนาของพื้นที่เป้าหมายของรัฐบาล เช่น การเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกับโครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟสายภาคตะวันออก (East Coast Rail Line: ECRL) ของประเทศมาเลเซีย

ซึ่งมีโอกาสเชื่อมโยงการพัฒนาระดับภูมิภาคตามทางสายไหมใหม่ของจีน (Belt and Road Initiative) โดยเปิดแนวระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ประกอบด้วย ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส-เประ-กลันตัน เป็นยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงใหม่ หรือที่เรียกว่า “Economic Corridor ที่ 6” และการหารือถึงโอกาสการเชื่อมโยงเขตเสรีทางโทรคมนาคมรองรับการค้าอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแดนเชื่อมโยงระดับสากล เป็นต้น สำหรับการประชุม ในวันนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่หลายฝ่ายล้วนต้องการพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคบางประการทำให้โครงการดังกล่าวติดขัดและไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ส่งผลเสียต่อความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางของอาเซียนที่แท้จริง” ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสการพัฒนาความร่วมมือที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงในพื้นที่และโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น สภาวการณ์การค้าขายและสภาพเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศที่ดีขึ้นตามลำดับ ดังเช่นอัตราตัวเลขการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 6 แสนล้านกว่าบาทไทย หากมีการเปิดเส้นทางดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมได้ดีมากยิ่งขึ้นไป

รวมทั้ง เป็นการเปิดพื้นที่เส้นทางการท่องเที่ยวและการไปมาหาสู่กันของพี่น้องไทยและมาเลเซียในแถบตะวันออกซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และทางตะวันออกของประเทศไทยได้จำนวนมหาศาลที่จะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังหมายรวมไปถึงการผลักดันพื้นที่ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศในการพัฒนาให้เกิดศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาลเพื่อรองรับการขยายตัวของมุสลิมทั่วโลกในปี ค.ศ. 2020 โดยคาดว่าจะมีมากถึง 2.2 พันล้านคน ในโอกาสนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ความร่วมมือในเรื่องหนึ่งจะสามารถขยายผลไปยังความร่วมมืออีกหลายๆ เรื่อง เพื่อมุ่งเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน การสร้างสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของทั้ง 2ประเทศสืบไป

อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น ศอ.บต. การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในส่วนของราชการ-เอกชน-ประชาชน พิจารณาแล้วเห็นสมควรนำประเด็นการเปิดบริการเส้นทางรถไฟเดิมจากสถานีสุไหงโก-ลก (จังหวัดนราธิวาส) ถึง สถานีรถไฟปาเสมัส ประเทศมาเลเซีย หยิบยกขึ้นหารือร่วมกันทั้งในระดับจังหวัด การรถไฟของทั้งสองประเทศ และระดับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการพัฒนาในอีกหลายมิติเชื่อมโยงกันในอนาคตตามที่กล่าวถึง ขณะเดียวกัน หากความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็พร้อมจะนำข้อมูลสรุปกราบเรียนนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการรถไฟเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประเทศไทยกำหนดเส้นทางหาดใหญ่-กัวลาลัมเปอร์ โดยเพิ่มเส้นทางกลันตัน-สุไหงโกลก-หาดใหญ่ เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ซึ่งจะต้องมีการหารือให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมโดยเร็วและจะได้มีการมอบหมายจัดตั้งกลไกความร่วมมือการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

2
22 ปี มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้นำสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งภาคใต้

มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 22 ปี จากวิทยาลัยเมืองสู่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกของภาคใต้ ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมจัดพิธีรดน้ำขอพรผู้ก่อตั้ง และผู้อาวุโส เพื่อเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกด้วย

วันอังคารที่ 9 เมษายน 2562 ณ พิพิธภัณฑ์เมืองหาดใหญ่ ศูนย์ประณีตศิลป์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 22 ปี การก่อตั้งมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ โดยมี อาจารย์ประณีต ดิษยะศริน ผู้ก่อตั้งและผู้รับใบอนุญาตมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากร ตัวแทนศิษย์เก่า นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง     

ภายในงานมีการปล่อยปลา การมอบทุนการศึกษาแก่ผู้สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย ร่วมรดน้ำขอพรผู้อาวุโสเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 22 ปี และวันปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง พิธีทางศาสนา และกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์

มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เกิดจากเจตจำนงค์อันแน่วแน่ของ อาจารย์ประณีต ดิษยะศริน เจ้าของและผู้บริหารโรงเรียนในเครือหาดใหญ่อำนวยวิทย์ ที่จะให้มีสถานศึกษาในระดับสูงเพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ถึงระดับปริญญาตรี จึงได้ดำเนินการขอจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตั้งแต่ต้นปีพ.ศ. 2539 ได้อนุญาตให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2540 ในชื่อ "วิทยาลัยเมืองหาดใหญ่"

ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอาคารสถานที่ บุคลากร เทคโนโลยีที่ทันสมัย ในปี 2546 จึงได้ยกฐานะเป็น "มหาวิทยาลัยหาดใหญ่" มีการเปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก โดยมีจุดมุ่ง หมายหลักคือ สร้างบัณฑิตที่พึงประสงค์มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีทักษะและความสามารถอย่างมืออาชีพ มีจิตสำนึกดีงาม สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม จริยธรรม เพื่อการดำรงตนให้เกิดคุณประโยชน์และสันติสุขทั้งแก่ตนเอง เพื่อนมนุษย์และประเทศชาติ

มหาวิทยาลัหาดใหญ่ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาภายใต้ปรัชญา "รู้คิด รู้ธรรม รู้สำเร็จ" และพร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยเอกชชั้นนำของเมืองไทย สร้างสรรค์สู่สากล สร้างคนสู่อนาคต 


3
มอเตอร์โชว์หาดใหญ่ 2019 พลังงานแห่งเทคโนโลยี เปลี่ยนอนาคต

ส.ยานยนต์สงขลา ชวนมาร่วมทะยานสู่โลกอนาคตแห่งยนตรกรรม สัมผัสรถยนต์แบรนด์ชั้นนำในงาน "Motor Show Hatyai 2019" พบแคมเปญแรงแซงกรุงเทพจากทุกค่ายดัง พริตตี้สาวสวยมากมาย โชว์ล้างรถทุกค่ำคืน รถใหม่ล้ำยุค รถเก่าทรงคุณค่าก็มาประชันกันในงานนี้ 5 - 8 เมษายน 2562 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ม.อ. หาดใหญ่

สมาคมการค้าธุรกิจยานยนตร์จังหวัดสงขลา จัดงานมอเตอร์โชว์หาดใหญ่ 2019 ครั้งที่ 8 ยกขบวนแบรนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ ประดับยนต์ ร้านเครื่องเสียงชั้นนำ จัดแสดงในงานพร้อมข้อเสนอเดียวกับกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2562 นี้ ณ Convention Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนายวีรนะนท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงคำวันที่ 5 เมษายน 2562 ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและผู้สนใจร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

นายณรงค์ ตั้งภัสสรเรือง นายกสมาคมธุรกิจยานยนต์จังหวัดสงขลา กล่าวว่างานในปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “พลังงานแห่งเทคโนโลยี เปลี่ยนอนาคต” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ในจังหวัดสงขลา มีโอกาสกระตุ้นยอดขาย นำเสนอกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ทั้งด้านราคา การส่งเสริมการขาย และกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ประกอบการ และกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดสงขลาให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองเศรษฐกิจของภาคใต้ โดยวางเป้ายอดจองรถยนต์ไว้ที่ 1,200 และรถจักรยานยนต์+บิ๊กไบค์ 350 คัน

ในปีนี้ลูกค้าที่จองรถภายในงานจะได้รับสิทธิพิเศษนอกเหนือจากแคมเปญเดียวกับมอเตอร์โชว์ที่กรุงเทพแล้ว ยังมีสิทธิ์ลุ้นส่วนลดเงินสุดรวม 2 แสนบาท โดยแบ่งเป็นลูกค้าที่จองรถยนต์ ลุ้นรับส่วนลด 1 แสนบาท 1 รางวัล และส่วนลด 1 หมื่นบาท 5 รางวัล จองรถจักรยานยนต์และบิ๊กไบค์ ลุ้นส่วนลด 2 หมื่นบาท 1 รางวัล และส่วนลด 5 พันบาท 6 รางวัล ลูกค้าที่จะจองรถขอให้เชื่อมั่นได้เลยว่าแคมเปญที่ได้รับมากกว่าที่กรุงเทพฯ แน่นอน ทั้งส่วนลด ของแถม เพราะทุกค่ายมีความตั้งใจอย่างมากในการร่วมกันจัดงานมอเตอร์โชว์ ให้เป็นอีกหนึ่งงานประจำปีของจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

มอเตอร์โชว์ หาดใหญ่ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบรรดาตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบิ๊กไบค์ ประดับยนต์ในจังหวัดสงขลา ถือเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมชมและเชียร์อีกมากมาย อาทิ การประกวด MISS MOTOR SHOW HATYAI 2018 อายุ 17-28 ปี การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง อายุ 13-18 ปี การประกวด MOTOR SHOW DANCE 2018 อายุ 13 ปีขึ้นไป การประกวด VIP Car southern 2018 กิจกรรมโชว์รถแต่งสวยและเครื่องเสียง โชว์ SEXY CAR WASH มินิคอนเสิร์ต วงพัทลุง และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

พลาดไม่ได้ 5-8 เมษายน 2562 พบกันที่งานมอเตอร์โชว์ หาดใหญ่ 2018 ณ Convention Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

4
AFC ยกทัพตรวจสนามติณฯ เตรียมใช้จัดรายการชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้ายในปี 63

คณะสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียและสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่สำรวจสนามกีฬาติณสูลานนท์ สำหรับจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลรายการชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย (AFC U-23 Championship 2020 Finals) ในปี 2563

(25 ก.พ. 62) ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายอำพล พงศ์ สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายนิพนนธ์ บุญญามณีและนายพิทักษ์ สุวรรณวงค์ เลขาธิการ สก.สข/กกท. ให้การต้อนรับคณะสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ในการลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบสนามกีฬาติณสูลานนท์ ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลรายการชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย (AFC U-23 Championship 2020 Finals) เพื่อหาตัวแทนชาติในเอเชีย จำนวน 3 ทีมไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ณ ประเทศญี่ปุ่นระหว่าง วันที่ 24 กรกฏาคม ถึง 9 สิงหาคม 2563 หากสนามกีฬาติณสูลานนท์ผ่านการตรวจความพร้อมและตรงตามข้อกำหนดของสหพันธ์ฯ จังหวัดสงขลาจะได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย (AFC U-23 Championship 2020 Finals) ที่จะจัดการแข่งขันขึ้นในระหว่างวันที่ 6 ถึง 26 มกราคม 2563

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารจังหวัดสงขลา ได้นำคณะเจ้าหน้าที่จาก AFC ตรวจความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ สภาพของสนามที่จะใช้จัดการแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในระดับนานาชาติ ความพร้อมในการรองรับการเข้าชมของแฟนบอล การรักษาความปลอดภัยของแขกคนสำคัญและคณะนักฟุตบอลที่ร่วมการแข่งขัน รวมถึงการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน

สำหรับสนามกีฬาติณสูลานนท์ กกท.การกีฬาแห่งประเทศไทยได้โอนการดูแลสนามมาให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและมีการปรับปรุงสนามทั้งสนามฟุตบอลและสนามอื่นๆ โดยเพิ่มความจุสนามจาก 35,000 ที่นั่งเป็น 45,000 ที่นั่งและเป็นเก้าอี้นั่งทั้งหมดและเคยใช้เป็นสถานที่ในการจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 45 "สงขลาเกมส์" ระหว่างวันที่ 20-30 มิถุนายน 2560และกีฬาคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 35 “สมิหลาเกมส์” ระหว่างวันที่ 20-24 กรกฏาคม 2560

ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด /ข่าว อรรคพงษ์-จิรพัฒน์/ภาพ  สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

5
หอมท้องทุ่งใกล้เมืองหาดใหญ่ที่ หอมซัง @ท่าข้าม

ความเป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลายนแสวงหา บางครั้งต้องขับรถไปไกลๆ เพื่อให้ได้บรรยากาศธรรมชาติ แต่หากพูดถึงชานเมืองที่อยู่ใกล้หาดใหญ่ที่สุด ขอแนะนำตำบลท่าข้าม หนุ่งในชุมชนท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถีของอำเภอหาดใหญ่

และที่นี่ก็มีสถานที่ที่หลายคนติดใจและแวะเวียนกันมาบ่อยๆ นั่นคือร้านน้องใหม่ที่มีชื่อว่า "หอมซัง @ท่าข้าม" วันก่อนขับรถกลับจากสงขลาสายเก่าแล้วเลี้ยวเข้าหาดใหญ่ทางท่าข้าม เพื่อมาออกทางเขากลอย สายปุณกัณฑ์ ม.อ.หาดใหญ่ เมื่อมาถึง กม.6 เห็นร้านตั้งสง่าเด่นอยู่กลางทุ่งนา หลังมุงเหรง มุงจากเลยอดใจที่จะไม่แวะชิม แวะกินอาหารกันไม่ได้

ร้านหอมซัง จัดร้านแนวขนำกลางทุ่งนา มีทั้งอาหารจานเดียว อาหารอีสาน กาแฟ เครื่องดื่มไว้บริการลูกค้า รสชาติอาหารก็ถือว่าโอเคเลย สั่งข้าวผัดรวมคนละมา 1 จาน ส้มตำ 1 จาน และกาแฟเย็น 1 แก้ว อาหารจานเดียวเริ่มต้นที่ 60 บาท ดูจากการจัดมาอย่างสวยงามในจานไม้แบบนี้ดูน่ากินมากเลยทีเดียว 

ว่างๆ ลองแวะไปชมธรรมชาติ แวะไปชิมกันได้ที่ หอมซัง @ ท่าข้ามเปิดบริการ วันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-20.00น. หยุดบริการทุกวันจันทร์ โทร 063 589 6044 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟสบุ๊ค หอมซัง at ท่าข้าม www.facebook.com/464093224024515


6
อตก.สงขลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จัดกิจกรรมสินค้าปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม เปิดพื้นที่ขายสินค้าเกษตร 18-22 ก.ย.61 พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเห็ดแครงสงขลา อาหารไทยสู่อาหารโลก ดึงอบจ.สงขลา ร่วมลงนามส่งเสริมเกษตรกรเพาะพันธุ์เห็ดแครง เผยไม่ใช่แค่อาชีพเสริมแต่สามารถสร้างเป็นงานหลักได้สบาย

(19 ก.ย.61) ณ ตลาดอตก.สงขลา ถนนสงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา มีการจัดงานกิจกรรมสินค้าปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1 (อุตสาหกรรมเห็ดแครงสงขลา อาหารไทยสู่อาหารโลก) โดยมีนายราชิด สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงาน มีนายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) นายสมหมาย ขวัญทองยิ้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) พร้อมด้วยภาคส่วนต่างๆ ร่วมพิธีเปิดงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับการจัดงานกิจกรรมสินค้าปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1 (อุตสาหกรรมเห็ดแครงสงขลา อาหารไทยสู่อาหารโลก) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2561 ณ ตลาดอตก.สงขลา ถนนสงขลา-เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา โดยมีการเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพให้ผู้สนใจได้ร่วมเลือกซื้อเลือกหากัน รวมทั้งส่งเสริมการขายสินค้าให้แก่เกษตรกร สินค้าราคาต้นทุน การแสดงบนเวทีและสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมกันนี้ทางอตก.ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับอบจ.สงขลา ในการส่งเสริมเกษตรกรจังหวัดสงขลา ในการยกระดับเห็ดแครงให้เป็น "อุตสาหกรรมเห็ดแครงสงขลา อาหารไทยสู่อาหารโลก" โดยนายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) เปิดเผยว่า อตก.ได้มีแนวคิดในการส่งเสริมเกษตรกรในแต่ละจังหวัดให้มีการผลิตสินค้าเกษตร 1 ชนิดเป็นสินค้าประจำจังหวัด

โดยสงขลา ได้มีการคัดเลือกเห็ดแครงสงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่ทางอตก.สงขลา ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในจังหวัดสงขลา ส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม มีการเปิดอบรมมาแล้วหลายรุ่น สาเหตุที่เลือกและตั้งชื่อโครงการว่าเห็ดแครงสงขลา เพราะสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เห็ดแครงเป็นพืชที่ดูแลง่าย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และตลาดยังมีความต้องการสูง

ปัจจุบันเห็ดแครง มีราคาขายปลีกตามท้องตลาดอยู่ที่ขีดละ 40 บาท ส่วนราคาขายส่งมีตั้งแต่ 150-400 บาท และหากมีการอบแห้งให้สามรถเก็บได้นานขึ้นก็มีราคาถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท เราจึงเห็นว่าเห็ดแครงวันนี้ไม่เพียงเป็นแค่อาชีพเสริมแต่สามารถยกระดับเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้อย่างงดงามแก่เกษตรกรได้อีกด้วย ภายในงานยังมีการประกวดการแปรรูปเห็ดแครง การเปิดอบรมการปลูกเห็ดแครง ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมอบรมและสอบถามข้อมูลได้ทุกวัน

 

7
วัดป่าแสงธรรม จัดทำบุญวันอภัยทานซื้อปลาหน้าเขียงปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

วัดป่าแสงธรรม จัดทำบัญวันอภัยทานซื้อปลาหน้าเขียงปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ศิษย์วัดและญาติโยมร่วมซื้อปลาจากตลาดสดนำมาปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ "ไถ่ชีวิตสัตว์ที่กำลังถูกนำขึ้นเขียง"

(18 ก.ย.61) พระอาจารย์อนันต์ อนุตตโร เจ้าอาวาสวัดป่าแสงธรรม ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดทำบุญวันอภัยทาน ซึ่งเริ่มต้นจัดเป็นครั้งแรกด้วยการจัดซื้อปลาจากตลาดสดหาดใหญ่ และตลาดอื่นๆ รวมกว่า 568 กิโลกรัม ประกอบด้วยปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาไหล และกบ 8 กิโลกรัม ซึ่งสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์หน้าเขียง หรือสัตว์ที่กำลังถูกแม่ค้านำมาขายให้กับลูกค้า

โดยสัตว์น้ำเหล่านี้ถูกนำมาปล่อยในเขตอภัยทาน นำมาปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติคลองวัดโคกเหรียง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา พระอาจารย์อนันต์ อนุตตโร การทำบุญวันอภัยทาน ถือเป็นการทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์เพื่อต่อายุให้สัตว์ทั้งหลายได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำบุญอย่างหนึ่งและเป็นอานสงค์ใหญ่ เพราะสัตว์ที่นำมาปล่อยเป็นสัตว์ที่กำลังถูกฆ่าแกง ซึ่งทางวัดตั้งใจจะทำให้เป็นประจำทุกปีในวันที่ 18 กันยายนของทุกปี 

8
อบจ.สงขลา แถลงข่าวเตรียมจัดการแข่งขันกีฬาซิงกอร่าเกมส์ ภาคใต้ ครั้งที่ 36 ภายใต้คำขวัญ “ท้องถิ่นใต้ ท้องถิ่นไทย รวมใจด้วยกีฬา ภาคใต้ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2561

วันนี้ (14 ก.ย. 61) ที่ โรงแรม บี.พี.สมิหลา บีชฯ อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา นายสมหมาย ขวัญทองยิ้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองของส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก ภาคใต้ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2561 “ซิงกอร่าเกมส์” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง จาก 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้มีการเตรียมจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2526 ใช้ชื่อว่า “การแข่งขันกีฬานักเรียนเทศบาลและเมืองพัทยา” จนถึงครั้งที่ 15 ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น ) พระราชทานไฟพระฤกษ์ในการจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรก และต่อมาในปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็นการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็นภูมิภาคจำนวน 5 ภาค และกรุงเทพมหานคร

นายสมหมาย ขวัญทองยิ้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนากีฬาในหลายรูปแบบ ทั้งการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับต่าง ๆ การสนับสนุนด้านกีฬาให้แก่นักเรียนในสังกัด การปรับปรุงสนามกีฬา ลานกีฬา เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปในจังหวัดสงขลาได้เล่นกีฬา และออกกำลังกาย

สำหรับการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก ระดับภาคใต้ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2561 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ใช้ชื่อการแข่งขันว่า “ซิงกอร่าเกมส์” โดยใช้มาสคอตรูปแมวและใช้คำขวัญสำหรับการแข่งขันว่า “ท้องถิ่นใต้ ท้องถิ่นไทย รวมใจด้วยกีฬา” กำหนดจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 10-20 ตุลาคม 2561 แบ่งการแข่งขันเป็น ชนิดกีฬาประกอบด้วย ฟุตบอล , ฟุตซอล , เซปัคตะกร้อ , วอลเลย์บอล , วอลเลย์บอลชายหาด, เทเบิลเทนนิส , เปตอง , แบดมินตัน , หมากฮอสไทย , หมากรุกไทย และ .กรีฑาเป็นต้น

9
ธนาคารยูโอบี มอบหนังสือนิทานภาพนูนให้เด็กผู้พิการทางสายตา

เพราะเด็กกับนิทานเป็นของคู่กัน การอ่านนิทานได้ความสนุก ข้อคิดและที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมจินตนาการ แต่เด็กๆ ผู้พิการทางสายตากลับขาดโอกาสในการเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้และจินตนาการเพียงเพราะพวกเขามองไม่เห็น ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โดยโครงการกรุณาสัมผัส หรือ Please Touch จึงได้จัดกิจกรรมการทำหนังสือนิทานภาพนูน ร่วมกับอาสาสมัครยูโอบีประกอบหนังสือนิทานภาพนูน จำนวน 10 เรื่อง โดยเป็นนิทานเด็กเล็ก 6 เรื่องและนิทานเด็กโต 4 เรื่อง เพื่อ ส่งมอบให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดในพื้นที่ภาคใต้ ณ โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดธรรมสากลหาดใหญ่ สังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.สงขลา และโรงเรียนสอนคนตาบอดสุราษฎร์ธานี และอีก 10 โรงเรียนผู้พิการทางสายตาครอบคลุมทั่วภูมิภาค

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการส่งมอบหนังสือนิทานภาพนูนให้กับน้องๆ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ภายในกิจกรรมยังมีการแบ่งกลุ่มน้องๆ ให้ร่วมกันประดิษฐ์หุ่นมือจากกระดาษเป็นรูปทรงต่างๆ ตามแต่จินตนาการของน้องๆ พร้อมให้ร่วมกันคิดเป็นนิทานและเรื่องเล่าก่อนที่จะออกมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ กลุ่มอื่นได้ฟังกัน โดยมีพี่ๆ อาสาสมัครยูโอบีเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มที่ช่วยหยิบจับอุปกรณ์และกระตุ้นจินตนาการของน้องๆ

ณัฐวกันย์ พรั่งโอฬาร อาสาสมัครยูโอบี เล่าว่า “การได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ทำให้เข้าใจความรู้สึกของน้องๆ ที่ไม่มีโอกาสได้มองเห็น ซึ่งสิ่งที่น้องๆ เหล่านี้สัมผัสได้ เกิดจากความนึกคิด และจินตนาการจากอาสาสมัครที่ได้พูดคุย รวมถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่น้องๆ ได้สั่งสมมาในการได้ร่วมทำกิจกรรม ส่วนการส่งมอบหนังสือนิทานภาพนูนนับเป็นการเปิดโลกทัศน์สำหรับตัวเองที่น้องๆ เหล่านี้ สามารถอ่านหนังสือได้อย่างน่ามหัศจรรย์”

สัญชัย อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่การเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี(ไทย) บอกว่า ธนาคารยูโอบีได้มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องของการสนับสนุนโครงการทางด้านศิลปะ การศึกษา และเยาวชน โดยกิจกรรมประกอบหนังสือภาพนูน เป็นหนึ่งในโครงการ Please Touch ที่มุ่งเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และจินตนาการของเด็กผู้พิการทางสายตา ซึ่งพนักงานจิตอาสาของธนาคารได้มีส่วนร่วมหลักสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการทำหนังสือนิทานภาพนูน จนถึงการส่งมอบและทำกิจกรรมกับน้องๆ
ดวงใจ ยกย่อง อีกหนึ่งอาสาสมัครยูโอบี กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำกิจกรรมกับน้องๆ ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด และรู้สึกได้ว่าน้องๆ ตื่นเต้นกับการที่จะได้อ่านหนังสือนิทานภาพนูนที่จะมีส่วนที่สร้างเสริมจินตนาการและทำให้โลกของน้องๆ สดใสไม่มืดมิดเช่นที่เคย

หนังสือนิทานภาพนูน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการกรุณาสัมผัส หรือ Please Touch ที่ทางธนาคารยูโอบีให้ความสำคัญในการเข้าถึงศิลปะของทุกคนในสังคมอย่างทั่วถึง ด้วยความเชื่อว่า ศิลปะคือหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาจิตใจ สังคม ประเทศชาติ ที่อยู่เหนือภาษา วัฒนธรรม กาลเวลา รวมทั้งข้อจำกัดทางด้านร่างกาย โครงการกรุณาสัมผัส เริ่มต้นในปี 2558 และมีการจัดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2561 นี้ โครงการ Please Touch จะดำเนินกิจกรรมในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยจะมีการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะให้กับผู้พิการทางสายตาที่มีความสนใจด้านศิลปะอายุระหว่าง 10-60 ปี ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการศิลปะสัมผัสได้ ณ ห้องกระจก (Friends of BACC) ชั้น 6 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยผลงานที่ได้จะถูกนำไปส่งต่อสู่ผู้ต้องการโอกาสอื่นๆในสังคมต่อไป เช่น ผ้าโพกหัวสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะนำไปมอบให้กับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เป็นต้น โดยจะมีอาสาสมัครพนักงานธนาคารยูโอบีที่รับหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในส่วนของการลงมือสร้างสรรค์งานศิลปะที่สัมผัสได

10
อุตุฯ เตือนภัยพายุไต้ฝุ่นมังคุด ภาคใต้มีฝนตกหนักคลื่นลมแรง 16-20 ก.ย.

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุ “มังคุด” (MANGKHUT)"  ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2561

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (15 ก.ย. 61) พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกหรือด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 18.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 122.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 204 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน ในวันนี้ (15 กันยายน 2561) หลังจากนั้น ผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 และอ่อนกำลังลงตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่

สำหรับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 16-20 กันยายน 2561 จะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 05.00 น.
นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

11
รมว.เกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เปิดงานนวัตกรรมยางพาราไทย ชูแนวคิด “ยางคือชีวิต” พร้อมยืนยันรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งเกษตรกร เร่งหามาตรการช่วยเหลือและแนวทางเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร พร้อมดึงทุนจีนลงทุนเปิดโรงงานบนเนื้อที่ 500ไร่ในพื้นที่รับเบอร์ซิตี้ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้

(14 ก.ย. 61) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “นวัตกรรมยางพาราไทย” Thailand Rubber Innovation Expo 2018” ครั้งที่ 1 ชูแนวคิด “Rubber is life ยาง คือ ชีวิต” พร้อมร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายรัฐกับยางพาราแบบยั่งยืน” โดยมีนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยภาคส่วนต่างๆ ร่วมให้การต้อนรับ

โดยก่อนพิธีเปิดงานได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท เซี่ยงไฮ้-ไทย รับเบอร์ โปรดักส์ จำกัด และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างโรงงานบนพื้นที่ 500 ไร่ ของโครงการรับเบอร์ซิตี้ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ (ฉลุง) ซึ่งจะเป็นโรงงานแปรรูปยางพาราขนาดใหญ่ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพารแปรรูปภายในประเทศให้สูงขึ้น โดยการประสานความร่วมมือเพื่อผลิตนวัตกรรมจากผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวย้ำว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ ซึ่งทางพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งเกษตรกรทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและเกษตรกรอื่น ๆ ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่อยู่ในแวดวงยางพาราได้รับความรู้ใหม่ ทั้งในเรื่องการแปรรูป การเพิ่มมูลราคายางพารา พร้อมเป็นการประชาสัมพันธ์ให้มีการหาช่องทางการค้ายางพารามากยิ่งขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อมาทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวสวนยางด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมมาตรการ ขอให้เกษตรกรอดทนรออีกประมาณ 5-10 วัน จะมีความชัดเจนในการที่จะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการทำยางพาราที่ค้างสต๊อกรัฐ 100,000 ตัน จากโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้สต๊อกยางที่มีอยู่กระทบกับราคายางในประเทศ และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรชาวสวนยางพารา (ฟัง 5แนวทางช่วยเหลือเกษตรกรจากคลิปวีดีโอประกอบข่าว) https://www.youtube.com/watch?v=APhRsoJKkYQ

ขณะเดียวกัน สมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด จะร่วมประกาศความร่วมมือในการทำถนนยางพาราเพื่อส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง โดยทำโครงการถนนยางพาราตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศของรัฐบาล มีการดำเนินงานถนนยางพาราโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยวิธีการราดผิวถนนแอสฟัลท์ผสมยางพาราที่ใช้น้ำอย่างสดจากชาวสวนยาง ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกร อาจดำเนินการถนนยางพาราทั้งประเทศ คิดว่าเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน

ด้านนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลา ได้บูรณาการกับภาครัฐและเอกชนในการพัฒนางานวิจัยด้านนวัตกรรมยางพารา สามารถพัฒนาต่อยอดนำสู่การใช้ประโยชน์ จึงต้องการนำเสนองานวิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา จากรายงานการศึกษานักวิชาการ นักศึกษา หรือหน่วยงานภาคเอกชน รวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและทั่วทั้งภาคใต้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิต “ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง” ต่อยอดชาวสวนยาง และวงจรธุรกิจยางพาราด้วยนวัตกรรม 4.0 พร้อมจุดประกายแนวคิดสวนยางพารายั่งยืน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจากสถาบันการเงิน การเจรจาธุรกิจ ที่จะทำให้เห็นความร่วมมือในการส่งเสริมการผลิต และการตลาดยางพาราสู่ความยั่งยืนต่อไป สำหรับงาน “นวัตกรรมยางพาราไทย” Thailand Rubber Innovation Expo 2018” ครั้งที่ 1 จัดไปจนถึงวันที่ 16 กันยายน 2561 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ ม.อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

12
จันทบุรี – บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค พร้อมถ่ายทอดตัวอย่างความสำเร็จ “คนต้นแบบ” สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น

​“เอามื้อสามัคคี” หรือการลงแขกช่วยเหลือกันพัฒนาพื้นที่ต่างๆ เป็นกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 6 โดยในครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 โครงการฯ ได้ชักชวนให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ร่วมกันขุดหลุมขนมครกเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง และส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงานกล่าวว่า “จากการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมว่า คนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปปฏิบัตินั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำว่า ความยั่งยืน คือ ความเหมาะสม โดยเริ่มจากการพัฒนาคน นอกจากนี้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคียังสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 5 ล้านไร่ ในปี 2564 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยสนับสนุนเกษตรกรให้พัฒนาตนเอง ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิมไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบอื่นๆ”

ในปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 ของแผนหลัก 9 ปีของโครงการฯ ซึ่งจะเน้น “การแตกตัว” หรือการขยายผลในระดับทวีคูณเพื่อสร้างคน สร้างครู สร้างเครื่องมือยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่า “เราใช้แนวคิด ‘แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี’ คือการนำสิ่งที่เรียนรู้และความสำเร็จในการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชนใน 4 พื้นที่ 3 ลุ่มน้ำที่มีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างต้นแบบที่หลากหลาย และส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยจะนำความสำเร็จนี้ไปเผยแพร่เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจสู่ของชุมชนอื่นทั่วประเทศต่อไป ซึ่งความมุ่งหวังของโครงการฯ คือต้องการที่จะทำให้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นหนทางหลักของเกษตรกรไทย”

สำหรับการเลือกพื้นที่เป้าหมายในการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งที่ 2 อ.ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า “โครงการฯ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงห่วงใยประชาชนในจันทบุรีซึ่งประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ปัญหาภัยแล้งจึงเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ รวมทั้งยังมีการใช้สารเคมีในการเกษตรค่อนข้างมาก กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้ จึงเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค รวมถึงขยายผลโดยใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking รับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างหลุมขนมครก และมีผู้สนใจ 500 กว่าคนที่จะมาช่วยกันสร้างหลุมขนมครกเพื่อเก็บกักน้ำในหน้าแล้ง”

นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี ประธานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จ.จันทบุรี กล่าวเสริมว่า “ตอนที่อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) เมื่อปี 2544-2545 เริ่มทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ได้เลือก จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายแรกเพราะเชื่อว่าคนจันท์กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงทุน ถ้าที่นี่ทำเกษตรอินทรีย์ได้ คนที่อื่นๆ จะทำตาม และเปลี่ยนได้ทั้งประเทศ อาจารย์ยักษ์และทีมงานจึงลงไปพื้นที่ ทั้งอบรมและลงมือทำต่อเนื่อง จนรัฐบาลในยุคนั้นประกาศให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ”

แต่ในวันนี้เมื่อเกษตรอินทรีย์แตกตัวไปทั่วประเทศ การทำพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในจ.จันทบุรี กลับมีเกษตรกรเพียงประมาณ 30 กว่ารายและมีพื้นที่แค่ 1,300 กว่าไร่เท่านั้น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS (Participatory Guarantee System) หรือ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม คือเกษตรกรด้วยกันเองเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ และเป็นการรับรองมาตรฐานของไทย โดยอิงระบบการรับรองตามมาตรฐาน IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movements ซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

การสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของเกษตรกร จึงมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากถึง 99.99% ยังคงใช้สารเคมีเป็นหลัก ในปีนี้ กลุ่ม PGS จ.จันทบุรี จึงกำหนดยุทธศาสตร์ ‘อินทรีย์ผงาด’ เฉพาะ จ.จันทบุรี โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 10,000 ไร่ในปีแรก และจะเพิ่มเป็น 10 เท่าในปีถัดไปทุกปี โดยมีทีมงานที่บ่มเพาะมาพร้อมทำงาน และสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และอีกหลายสถาบัน มาร่วมขับเคลื่อนงานในส่วนนี้ด้วย

ด้านเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย นางแววศิริ ฤทธิโยธี แห่งบ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เล่าว่า “บ้านสวนอิสรีย์ฯ มีสวนยางประมาณ 120 ไร่ และสวนผลไม้ 80 ไร่ ปลูกเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง พริกไทย และอื่นๆ ผสมผสานกัน ที่บ้านเราอยู่กับสวนมาตลอด พ่อสอนไม่ให้เบียดเบียนธรรมชาติ ตอนแรกทำสวนมะละกอซึ่งใช้สารเคมีมาก แต่เราห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเองและคนงานจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ ตอนนี้ไม่ใช้เคมีเลยมา 3 ปีกว่าแล้ว เราขุดบ่อ 7 บ่อรวมทั้งบ่อบาดาล ให้มีน้ำใช้ตลอด เมื่อปี 2560 ก็ได้ไปอบรมเรื่องเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จึงหมักปุ๋ยเองจากความรู้ที่ไปอบรมมา และเราเองก็เป็นหนึ่งในเกษตกร 30 กว่ารายที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูงานสม่ำเสมอ”

โดยหลังจากนี้ โครงการฯ จะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริฯ อีก 2 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนกสิกรรมวิถี ณ หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ในพื้นที่ของบอย-พิษณุ นิ่มสกุล ที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม 2561 และพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติหัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวก อ.เวียงสา จ.น่าน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking

13
13 กันยายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ จ.สงขลา นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ ชูเมือง รองเลขาธิการ ศอ.บต. นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. นายกิตติ สุระคำแหง รองเลขาธิการ ศอ.บต. และพลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมกันแถลงข่าว 10 ดี 10 เด่น เพื่อประชาชน ประจำปี 2561

โดยมีการนำผลการดำเนินงานการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมถึงคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการทำงานห้วง 10 เดือน ของปีงบประมาณ 2561 มาร่วมแถลงในครั้งนี้ สำหรับการแถลง เลขาธิการ ศอ.บต. เน้นย้ำถึงการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้แต่ละโครงการประสบผลสำเร็จ

ส่วนรถยนต์โมบายเคลื่อนที่ซึ่ง ศอ.บต. รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า “สิริเวชยาน” ( หมายถึง รถที่ให้บริการทางการแพทย์อันเป็นมงคล ) และพระราชทานพระราชานุยาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย “ส.ธ.” ประดับที่ชื่อพระราชทานด้วย โดยรถยนต์โมบายเคลื่อนที่นั้นเป็นรถยนต์ที่มีการออกแบบพิเศษเพื่อให้คล่องตัวในการเข้าพื้นที่ ทำงานเชิงรุก มีการติดตั้งอุปกรณ์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพ ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ห่างใกล้ ปัจจุบันมีการจัดทำรถยนต์โมบายนำร่อง 2 คัน ใช้ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหา จังหวัดยะลา และโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และโครงการพาคนกลับบ้าน ที่ถือเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนทุนการประกอบอาชีพให้กับผู้ร่วมสร้างสันติสุขระดับอำเภอได้มีหลักประกันในการไม่กลับไปสู่วงจรของการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา มีอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม ตลอดจนการเดินหน้าโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน รวมถึงการดูแลคนไร้สัญชาติในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการพิสูจน์สารพันธุกรรม และได้รับบัตรประชาชนไปแล้ว 699 ราย อย่างไรก็ตามในการแถลงข่าว เลขาธิการ ศอ.บต. ได้ย้ำว่าหลังจากนี้ ศอ.บต. ยังคงเน้นการดำเนินงานเพื่อประชาชน โดยยึดหลักการที่ว่า ศอ.บต. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

โดยโครงกันทั้งหมดเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ให้ประชาชนมีที่พักอาศัยและที่ทำกิน รวมถึงมีการจัดจำหน่ายสินค้าของดีชายแดนใต้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ เข้าร่วมจำหน่ายกว่า 30 บูท และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

14
รองเลขาธิการ ศอ.บต. นำสื่อมวนชนหลายแขนงจาก 3 จชต.(SPMC) ร่วมแสดงความยินดี ฉลอง วันชาติมาเลเซีย ASPIRASI MERDEKA 2018 ที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ RTM รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

ยกระดับความสัมพันธ์ระดับประเทศ นำโดย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมกับสื่อมวลชนจาก ชมรมสื่อมวลชนเพื่อสันติชายแดนใต้ (SPMC) หลายแขนง เดินทางไปร่วมแสดงความยินดี ฉลองวันชาติมาเลเซีย ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 8 – 9 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง Ms.NURIANI MOHAMAD IDRIS ผู้อำนวยการการสือสารประจำรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพในการต้อนรับคณะไทยในครั้งนี้

นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า“ วันนี้ในฐานะชาวไทย มาร่วมฉลองแสดงความยินดีวันเอกราชของประเทศมาเลเซีย เป็นมิตรภาพที่ดีต่อกัน รวมถึงจะต่อสู้ต่อวิกฤษต่างๆไปพร้อมกัน ที่สำคัญเราจะสร้างผลผลิตในการเดินหน้าพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จชต. หลังจากนี้ หากมีพี่น้องประชาชนมาเลเซีย จะเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทย ทางการไทย ยินดีที่จะต้อนรับในฐานะแขกพิเศษของประเทศ และสร้างสิ่งดีๆ ร่วมกันอีกมากมาย

รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวเพิ่ม เป็นการพัฒนาสื่อมวลขน ระหว่าง 2 ประเทศ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นการยกระดับความก้าวหน้าในการใช้สื่อสารมวลชน ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ สู่ความเข้าในหมู่ประชาชนในการสร้างสันติสุขร่วมกันได้ พี่น้องประชาชนชาวกลันตันมีรอยต่อความเป็นพี่น้อง กับพื้นที่ชายแดนใต้ของไทยมาช้านาน และร่วมกันสร้างความเป็นปึกแผ่น การเป็นอยู่ วัฒนธรรมร่วมกันเดินหน้าผลักดันพัฒนาร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สื่อสารมวลชน

นอกจากนี้ทาง รองเลขาธิการ ศอ.บต. และสื่อ เดินทางไปเยี่ยมเยียนกงสุลใหญ่ของไทย ประจำรัฐกลันตัน เพื่อพูดคุยทิศทางการทำงาน และรายงานการทำงานที่ผ่านมา รวมถึงในอนาคต สร้างความเข้าใจให้กับสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวอีกระดับ โดยเฉพาะการช่วยเหลือพี่น้องชาวมาเลเซียเชื่อสายไทย

สำหรับนางนูรียานี โมฮัมมัดอิดริส (Puan NURIANI MOHAMAD IDRIS) ผู้อำนวยการการสือสาร RTM ประจำรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวว่า เราพร้อมจะเดินทางร่วมกันในความเจริญทุกด้าน และกระชับมิตรไมตรีภาคีสื่อสารมวลชน เป็นประตูสู่ความสุขความเข้าใจระหว่างประเทศตลอดไป

15
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา นำสื่อมวลชนจังหวัดสงขลาดูงานการผลิตและการบริหารจัดการลองกองคุณภาพ ของดีเมืองนราฯ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนจังหวัดสงขลาดูงานการผลิตและการบริหารจัดการลองกองคุณภาพ โดยมี นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา , นางรัตนา ถิระโชติ เกษตรจังหวัดนราธิวาส , นายวีระพันธ์ นิลวัตร เกษตรอำเภอระแงะ และนายผิน วงษ์น้อย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ร่วมเสวนาให้ความรู้ในครั้งนี้

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ที่นี้มีจุดเด่นอยู่ที่การปรับแต่งลองกองต้นเตี้ย ที่ทางสำนักเกษตรฯ ได้เข้ามาส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกร โดยลองกองต้นเตี้ยก็มีข้อดีอยู่มากมาย ทั้งผลผลิตที่มีคุณภาพ แม้ปริมาณจะน้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเก็บ เพราะสะดวกต่อการเก็บ เป็นอย่างมาก ซึ่งทางสำนักงานเกษตรฯ มีความมุ่งหวังกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพผลผลิตทางเกษตรให้ดีขึ้น พร้อมที่จะก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 และยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้าดีมีคุณภาพให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีการฟังบรรยายผลการดำเนินงาน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส การเรียนรู้ และการสาธิตการเก็บเกี่ยวลองกอง มีสถานีย่อยต่างให้ได้ศึกษาเรียนรู้ อาทิ สถานีเรียนรู้ที่ 1 เทคโนโลยีการตัดแต่งทรงพุ่ม , สถานีเรียนรู้ที่ 2 การตัดแต่งช่อดอก – ช่อผล , สถานีเรียนรู้ที่ 3 การบริหารจัดการน้ำ , สถานีเรียนรู้ที่ 4 การจัดการศัตรูพืช และ สถานีเรียนรู้ที่ 5 การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต

นายผิน วงษ์น้อย ประธานศูนย์เรียนรู้กล่าวว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้นอื่นๆ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2526 ในพื้นที่ของตนเอง จำนวน 5 ไร่ โดยยึดธรรมชาติเป็นที่พึ่ง ทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพมีปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมากมาย เช่น โรคแมลง ต่อมาภายหลังได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานด้านการเกษตรกับสำนักงานเกษตรอำเภอระแงะในพื้นที่ต่างๆ จนทำให้มีมุมมองและทัศนคติด้านการเกษตรที่เปลี่ยนไป ได้มีการนำความรู้ทางวิชาการที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง ยึดหลักการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้การดำเนินกิจกรรมประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ จนได้ทำการขยายพื้นที่ปลูกลองกอง ยางพารา และอื่นๆ เป็นพื้นที่กว่า 30 ไร่ เช่น ปลูกยางพารา พืชผัก พืชไร่ สวนไม้ผล (ลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน มะพร้าว และสละอินโดนีเซีย) ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ปราศจากสารเคมี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีรายได้จากการทำการเกษตรไม่ต่ำกว่า ปีละ 400,000 บาท เป็นอย่างน้อย จนในที่สุดได้รับคัดเลือกเป็นสวนลองกองต้นแบบของจังหวัดนราธิวาส และเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตลองกองคุณภาพ ของจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดใกล้เคียง

นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมจัดกิจกรรม วันลองกอง ในงานของดีเมืองนรา ครั้งที่ 43 ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 17-26 กันยายน 2561 ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภายในงานก็จะมีกิจกรรมทั้งการประกวดผลผลิต เช่น ลองกอง เงาะโรงเรียน ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ฯลฯ และงานมหกรรม ชม ชิม ช้อป แชะ แชร์ ในงาน ตลาดนัดสินค้าเกษตร ชายแดนใต้ ระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2561 ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ด้วย

หน้า: [1] 2 3 ... 86